แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

เสียงดนตรี สื่อดี ๆ เพื่อเพิ่มไอคิว ตอนที่ 2

การฟังเสียงดนตรี เป็นหนึ่งในวิธีการพัฒนาเซลล์สมองและเสียงดนตรีจะทำให้สมองซึกขวาและซ้ายทำงานไปพร้อม ๆ กัน นั่นคือสมองซึกขวับรู้ถึงความไพเราะ ความรู้สึกผ่อนคลาย ส่วนสมองซีกซ้ายรับรู้ตัวโน้ตและจังหวะ เปรียบเสมือนการอ่านหนังสือ ที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษและการใช้เหตุผล เสียงดนตรีจึงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการพัฒนาสติปัญญา (ไอคิว)และอารมณ์ (อีคิว) ของลูกไปพร้อม ๆ กัน การฟังดนตรีจึงช่วยกระตุ้นให้การสื่อสารข้อมูลของสมองส่วนต่าง ๆ ทำงานได้อย่างเชื่อมโยงและราบรื่นยิ่งขึ้น

เสียงดนตรี สื่อดี ๆ เพื่อเพิ่มไอคิวลูกน้อย ตอนที่ 1

เมื่อพูดถึง “ดนตรี” กับลูกในครรภ์ คุณแม่อาจนึกภาพความเกี่ยวข้องกันไม่ออก นักวิทยาศาสตร์เองได้ตั้งสมมุติฐานว่าเด็กในครรภ์สามารถรับรู้จังหวะของดนตรีได้หรือไม่ และได้ทำการศึกษาจนพบความจริงอันน่ามหัศจรรย์ว่า ลูกน้อยใยครรภ์สามารถรับรู้จังหวะของดนตรีได้และได้แนะนำคุณแม่ตั้งครรภ์ว่าควรให้ความสำคัญกับการให้ลูกได้ฟังเสียงดนตรี เพราะจะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกอย่างมาก

สารอาหาร พัฒนาสมองลูกน้อยในครรภ์

สารอาหาร พัฒนาสมองลูกน้อยในครรภ์

ดีเอชเอ เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการ และการทำงานของสมองและจอประสาทตาของลูกในครรภ์ เนื่องจากสมองมีไขมันเป็นส่วนประกอบ 50-60% และมีดีเอชเอถึง 15-20% โดยจะเริ่มมีการสะสมดีเอชเอตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์ระยะ 3 เดือนสุดท้าย จนถึงอายุ 18 เดือนหลังคลอด ซึ่งมีการสะสมดีเอชเอที่จอประสาทตาสูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ 36-40 ทารกในครรภ์และช่วงแรกเกิดมีความสามารถในการนำกรดไขมันโอเมก้า 3 (เป็นสารตั้งต้นของดีเอชเอ) ไปใช้ได้อย่างจำกัด จึงจำเป็นต้องได้รับจากคุณแม่ผ่านทางรกและจากนมแม่แทน คุณแม่จึงต้องเลือกอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอเพื่อลูกน้อย โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ และ 3 เดือนแรกของการให้นมลูก

ดังนั้นการที่คุณแม่รับประทานอาหารที่มีดีเอชเอ และกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ (เดือนที่ 7-9) จะทำให้สมองของลูกน้อยมีการเจริญเติบโตที่ดี เพราะได้รับดีเอชเอเพียงพอต่อการสร้างเซลล์สมองนับล้าน ๆ เซลล์ ดีเอชเอ พบมากในปลาทะเล สาหร่ายทะเลบางชนิด และน้ำมันสกัดจากผลิตภัณฑ์ทางทะเล

โคลีน เป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายทารก ยิ่งไปกว่านั้น โคลีนเป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมถึงสารสื่อประสาทที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างการเรียนรู้และความจำ

สถาบันทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดปริมาณโคลีนที่เพียงพอสำหรับทารก เด็ก ผู้ใหญ่ และหญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร นั่นคือ หญิงตั้งครรภ์ 40 มิลลิกรัม/วัน หญิงให้นมบุตร 550 มิลลิกรัม/วัน
โคลีนพบมากในไข่แดง นมถั่วเหลือง ดอกกะหล่ำ และธัญพืชต่าง ๆ

แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันของทารกให้แข็งแรงช่วยให้การส่งสัญญาณของระบบประสาททำงานได้ถูกต้อง คุณแม่ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ เพื่อให้ลูกน้อยนำไปใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน แคลเซียม พบมากใน นม กุ้งแห้ง ปลาตัวเล็ก เต้าหู้ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ผักโขม ยอดแค มะเขือพวง คึ่นฉ่าย ใบชะพลู

โฟเลต ช่วยพัฒนาเซลล์สมอง และระบบประสาทของลูกให้สมบูรณ์ ป้องกันความผิดปกติของสมองและไขสันหลัง เมื่อเริ่มตั้งครรภ์คุณแม่ควรได้รับโฟเลตอย่างเพียงพอ เพราะการขาดโฟเลตอาจจะมีผลให้การสร้างระบบประสาทของทารกผิดปกติ หรือพิการได้ โฟเลต พบมากในผักใบเขียว ผลไม้ เช่น ถั่วลันเตา คะน้า ปวยเล้ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่ กล้วยน้ำว้า น้ำส้มคั้น รวมถึงข้าวซ้อมมือ ตับหมู ตับไก่ ขนมปังโฮลวีต

ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกบินในเม็ดเลือดแดง มีบทบาทในการนำพาออกวินเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยพัฒนาสติปัญญาและการเรียนรู้ ธาตุเหล็ก พบมากในเนื้อปลา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ใบขี้เหล็ก ใบตำลึง

โปรตีน มีหน้าที่สำคัญต่อโครงสร้างและกิจกรรมภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต เป็นแหล่งสำรองพลังงานหรือพูดง่าย ๆ ว่าร่างการคนเราไม่อาจขาดโปรตีนได้เลย ซึ่งโปรตีนในแต่ละส่วนทำหน้าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการโปรตีน เพื่อนำไปสร้างเนื้อเยื่อให้ลูกน้อยในครรภ์เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ โปรตีน พบมากในเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ถั่วเมล็ดแห้ง นม ไข่

วิตามินต่าง ๆ เสริมสร้างร่างกายคุณแม่ให้แข็งแรง ปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายให้ทำงานประสานกันได้อย่าดี และยังมีส่วนช่วยบำรุงประสาท และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อยในครรภ์ให้แข็งแรงอีกด้วย วิตามิน พบมากในนมสด ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้มีเหลือง เครื่องในสัตว์ ผลไม้รสเปรี้ยว มะเขือเทศ ฝรั่ง ปลา ถั่ว

นมสำหรับคุณแม่ ปัจจุบันนี้ มีผลิตภัณฑ์นมสำหรับมารดามีครรภ์ และให้นมบุตรที่เสริมสารอาหารดังกล่าวในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งช่วยให้คุณแม่ได้รับสารอาหารอันมีคุณค่าครบถ้วนได้อย่างสะดวก ปลอดภัย เพื่อมหัศจรรย์แห่งพัฒนาการของลูกรักตั้งแต่ในครรภ์เรื่อยไปจนถึงทุกช่วงวัย

เล่นดี สมองดี มีศักยภาพ


เด็กรู้จักการเล่นตั้งแต่เล็ก และพัฒนาการเล่นมากขึ้นตั้งแต่ตื่นจนหลับ การเล่นจะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสอย่างต่อเนื่องซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้เซลล์สมองเชื่อมประสานกันมากขึ้น เยื่อหุ้มใยประสาทหนามากขึ้น เป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการและการเพิ่มศักยภาพ การเล่นของเด็กเป็นการใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และสร้างเสริมประสบการณ์ และช่วยพัฒนาสมองของเขา
สำหรับลูกวัยแรกเกิด คุณพ่อคุณแม่อาจกังวลว่า ทารกตัวเล็ก ๆ ยังเปราะบางจะสามารถเล่นกับลูกได้แล้วหรือ ลูกไม่น่าจะรู้เรื่องการเล่นมากไปกว่าการกินหรือการนอน ความจริงแล้ว ถึงแม้ชีวิต 2 เดือนแรกของทารกส่วนใหญ่จะหมดไปกับการนอนหลับ 50-75% ก็ไม่ได้หมายความว่าทารกจะรู้จักเพียงการกินและการนอน แต่ทารกยังมีช่วงตื่นตัวและพร้อมจะรีเยนรู้นั่นก็คือในช่วง 5-10 นาทีก่อนหรือหลังเวลาให้นมช่วงเช้า กลางวัน และเย็น เพราะเป็นช่วงที่เขาอยู่ในภาวะผ่อนคลายและตื่นตัวต่อการเรียนรู้มากที่สุด

หนูเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัส
เด็กวัยแรกเกิด-6 เดือน ยังพูดไม่ได้ แต่เขาจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัส พบว่าเด็กที่ได้รับการกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วน จะมีพัฒนาการทางสติปัญญาสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการกระตุ้น โดยสามารถช่วยเพิ่ม IQ ให้เด็กได้ถึง 15 จุด เพราะช่วงอายุ 0-3 เดือน สมองของเด็กกำลังพัฒนาสร้างใยประสาทจำนวนมหาศาล ยิ่งมีใยประสาทมาก ยิ่งมีความฉลาด ถ้าไม่มีการกระตุ้นประสาทสัมผัสทุก ๆ ส่วน ประสาทก็ไม่มีข้อมูล พอเด็กโตขึ้นเรื่อย ๆ ใยประสาทก็จะค่อย ๆ สลายตัว เพราะสมองมีใยประสาทน้อย สติปัญญาก็จะไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

เล่น พัฒนาประสาทสัมผัสลูกวัยแรกเกิด – 6 เดือน

ตา (การมองเห็น)
ในบรรดาประสาทสัมผัสทั้ง 5 ประสาทตาจะเป็นส่วนที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ที่สุด ทารกแรกเกิดสามารถมองเห็นได้ในระยะใกล้ ๆ เพียง 10-13 นิ้วและยังมองเห็นสีต่าง ๆ ไม่ชัดเจน จากการวิจัยของ Dr.Robert Fantz จากมหาวิทยาลัย Cleveland รัฐโอไฮโอ พบว่าทารกแรกเกิดเลือกที่จะมองภาพรูปทรงเรขาคณิต สีดำ-ขาวมากกว่าสีอื่น ๆ สีดำ-ขาว เป็นสีที่มีความเข้มแตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงช่วยกระตุ้นการมองเห็นของเด็กให้เกิดความสนใจอย่างมีจุดหมาย พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมให้เด็กทารกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งรอบตัวมากขึ้นในวัยต่อ ๆ มา อายุ 6 เดือน การประสานงานของตาสองข้างจะดีขึ้น ประกอบกับกล้ามเนื้อมือก็เริ่มพัฒนา ลูกจะมองและหยิบจับของได้ดีขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ลูกจะมองเห็นแต่คว้าของได้ไม่แม่น เพราะสายตายังไม่ดี กล้ามเนื้อก็ยังควบคุมไม่ได้ หลัง 6 เดือน ลูกจะมองเห็นได้ชัดขึ้นและไกลขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่ง 3 ขวบขึ้นไป ลูกจะพัฒนาการมองเห็นได้เหมือนผู้ใหญ่
เล่น กระตุ้นการมองเห็นของลูก นำแผ่นกระตุ้นสายตาที่มีสีขาว-ดำ-แดง หรือโมบายมาห้อยให้ลูกดู เล่นโบกมือให้ลูกมองตาม ยื่นหน้าเข้ามาพูดคุย ยิ้ม หยอกล้อลูก ไม่ควรปล่อยให้เขานอนเฉย ๆ อยู่ทั้งวัน

หู (การได้ยิน)
เมื่อคลอดออกมาลูกจะได้ยินเสียงแล้ว เพียงแต่ยังหาต้นตอของเสียงไม่ได้ กระทั่ง 3 เดือน จึงจะเริ่มหาที่มาของเสียงได้ แต่ก็ยังหันหาเสียงไม่ได้ เพราะคอยังไม่แข็ง อายุ 6 เดือนลูกเริ่มมองหาต้นตอของเสียงที่มาจากด้านข้างได้ คอของลูกที่เริ่มแข็งจะช่วยให้เขาเหลียวมองหาเสียงได้ แต่ก็ยังหันหาเสียงจากด้านบนและล่างไม่ได้ อายุ 9 เดือน ลูกถึงจะเริ่มหันหาเสียงได้ทุกทิศทาง และเริ่มพัฒนาความชัดเจนในการได้ยินอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาภาษาต่อไป
เล่น กระตุ้นการได้ยินของลูก พูดคุยกับลูกบ่อย ๆ ร้องเพลงกล่อมเขาบ้าง เปิดเพลงให้ฟังบ้าง หรือลองหาของเล่นที่ส่งเสียง กรุ๋งกริ๋งให้เขาฟัง ขณะเดียวกันก็ให้เขานอนในห้องเงียบ ๆ บ้าง เพื่อหัดให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างการมีเสียงและความเงียบ แต่อย่าให้ขังเสียงอึกทึกครึกโครมการเปิดทีวี วิทยุ ตลอดเวลา หรือสร้างบรรยากาศให้มีหลายเสียงพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่พัฒนาการได้ยินที่ถูกต้อง

มือ (สัมผัส)
ตั้งแต่แรกเกิด ลูกเรียนรู้การสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันของเขา ไม่ว่าจะเป็นการโอบกอดจากพ่อแม่ การลูบเนื้อตัว การอาบน้ำ ถูสบู่  อายุ 2-3 เดือน เขาเริ่มสนุกกับการใช้มือคว้าของ แต่ก็คว้าไม่แม่นนัก เพราะมือกับตายังไม่ทำงานประสานกัน 4-5 เดือน ลูกเริ่มคว้าของได้แล้ว และจับได้มั่นคงขึ้นเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 6
เล่น กระตุ้นการสัมผัสของลูก 3 เดือนแรกลูกอาจจะกำมืออยู่ตลอดเวลา เมื่ออารมณ์ดี ๆ แกะมือเขาออกแล้ววางวัสดุที่มีพื้นผิวแตกต่างกันไปเรื่อย ๆ เช่น นุ่มบ้าง แข็งบ้าง ใส่ไว้ในฝ่ามือลูก เขาจะได้เรียนรู้ผิวสัมผัสของวัสดุต่าง ๆ หรือหมั่นเปลี่ยนท่านอนให้ลูกบ้าง จะช่วยให้ลูกได้รับผิวสัมผัสที่แตกต่างออกไป

จมูก (กลิ่น)
เคยมีงานวิจัยทารกแรกเกิด โดยใช้ผ้า 2 ผืน ผืนหนึ่งชุบน้ำนมของแม่ตนเอง อีกผืนหนึ่งชุบน้ำนมของแม่เด็กอื่น แล้วยื่นผ้าทั้งสองผืนมาใกล้ ๆ เด็กทารก ปรากฏว่าเด็กหันหน้าไปทางผ้าที่ชุบน้ำนมแม่ตัวเอง แม้จะยื่นผ้าสลับข้างกันเด็กก็ยังหันไปทางผ้าที่ชุบน้ำนมแม่ตัวเอง แสดงให้เห็นว่าเด็กสามารถรับรู้กลิ่นได้ตั้งแต่แรกเกิด และกลิ่นที่ดึงดูดและกระตุ้นประสาทสัมผัสลูกแรกเกิดได้มาก คือกลิ่นของแม่นี่เอง
เล่น กระตุ้นการรับกลิ่นของลูก นอกจากกลิ่นกายแม่ ซึ่งลูกได้จากการที่แม่สัมผัส โอบกอด หอมลูก คุณแม่สามารถให้เขาได้ดมกลิ่นต่าง ๆ รอบตัวที่เขาสัมผัสเป็นประจำ เช่น กลิ่นแป้ง กลิ่นดอกไม้ กลิ่นผลไม้ ฯลฯ เพื่อพัฒนาการรับกลิ่นของเขา

ลิ้น (รส)
การรับรสของลูกก็เหมือนกับประสาทสัมผัสชนิดอื่น คือมีพัฒนาการไปตามวัย แต่ละตำแหน่งของลิ้นจะรับรสที่หลากหลายแตกต่างกันไป ปุ่มรับรสหวานอยู่ที่ตรงกลางของลิ้น ส่วนรสขมอยู่โคนลิ้น รสเค็มอยู่ด้านข้างของลิ้น
เล่น กระตุ้นการรับรสของลูก นอกจาน้ำนมของแม่ เอถึงวัยลูกกินอาหารเสริมได้ การให้ลูกกินอาหารที่หลากหลาย เหมาะสมตามวัยของเขา จะช่วยกระตุ้นการรับรสของลูกได้แล้ว

การแสดงความรักต่อลูกไม่ว่าจะเป็นการอุ้ม การสัมผัส การโอบกอด จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงกันของเซลล์สมองเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ เช่น การเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การแสดงออกทางอารมณ์ ระบบต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องได้รับการกระตุ้นจากประสบการณ์ที่เข้ามาในสมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในสมองพัฒนา มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานไปจนตลอดชีวิตของเด็ก หากไม่มีการกระตุ้นที่เหมาะสม เด็กจะขาดพัฒนาการด้านนั้น จะทำให้เครือข่ายเส้นใยสมองที่ควรจะมีไม่เกิดขึ้น


รู้จักระบบประสาทสัมผัสของลูกน้อยในครรภ์


คุณแม่จะเล่นกับลูกได้ดี หากรู้ว่าระบบประสาทสัมผัสต่าง ๆ ของลูกน้อยในครรภ์พัฒนาไปอย่างไร โดยระบบประสาทสัมผัสต่าง ๆ ของลูกน้อยในครรภ์จะเกิดขึ้นในเวลาที่แตกต่างกัน

เริ่มรู้สึกถึงการสัมผัสแล้ว
ในสัปดาห์ที่ 8 ลูกในครรภ์เริ่มรู้สึกและรับรู้ถึงการสัมผัสแล้ว ในระยะแรกที่น้ำหนักตัวยังน้อย ทารกสามารถเคลื่อนไหวแขนขาได้สะดวก แต่เมื่อน้ำหนักตัวมากขึ้น ทารกจะจมลงสู่ฐานของมดลูกของแม่ เกิดการสัมผัสระหว่างผิวหนังของทารกกับผิวด้านในของมดลูก ซึ่งเป็นการกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสรับความรู้สึก เสริมสร้างให้เกิดใยประสาทของการรับความรู้สึกมากขึ้น นอกจานี้ การเคลื่อนไหวของน้ำคร่ำในมดลูก และรอบ ๆ ตัวทารก เปรียบเสมือนแม่ที่คอยลูบไล้ตัวลูก ช่วยพัฒนาระบบประสาทรับความรู้สึก อีกทั้งขณะที่แม่เคลื่อนไหว ทารกในครรภ์จะเอนตัวไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวนั้น ผิวหนังของทารกจะได้รับการสัมผัสกับผนังด้านในของมดลูกตลอดเวลา ทำให้ระบบประสาทส่วนนี้พัฒนาได้ดี

รับรู้เสียง เป็นลำดับต่อมา
ระบบประสาทรับสัมผัสที่เกิดขึ้นต่อมาจากผิวหนังก็คือ หู ซึ่งจะเริ่มสร้างขึ้นตอน 18 สัปดาห์ แต่จะสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อถึงช่วง 24-26 สัปดาห์ ทำให้ลูกในครรภ์รับรู้เสียงได้แล้ว แต่เสียงที่เด็กได้ยินไม่ใช่เสียงที่ชัดเจนเหมือนที่เราได้ยิน เด็กได้ยินเสียงเหมือนเราได้ยินเสียงในน้ำ คือเสียงจะค่อนข้างอื้อ ๆ ก้อง ๆ
เสียงการเต้นของหัวใจแม่ เสียงการบีบตัวของลำไส้ เสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตที่อยู่รอบตัวทารก ช่วยส่งเสริมพัฒนาการระบบการได้ยิน โดยเฉพาะการเต้นของหัวใจแม่ การวิจัยพบว่าแม่ที่อุ้มลูกโดยให้ศีรษะอยู่ทางซ้ายมือนั้น ลูกจะไม่ค่อยร้องกวนและเลี้ยงง่ายกว่าการอุ้มโดยให้ศีรษะอยู่ทางขวามือ ทั้งนี้เพราะหัวใจแม่อยู่ทางซ้าย ลูกจะได้ยินเสียงเต้นจองหัวใจชัดเจนกว่าจึงรู้สึกอบอุ่น และหลับง่าย
เสียงที่ทารกในครรภ์ได้ยินอีกเสียง ก็คือเสียงของคุณแม่เอง ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากกล่องเสียงที่คอ เวลาเราเปล่งเสียง เสียงก็เดินทางผ่านอากาศออกไปสู่ภายนอก แต่โดยธรรมชาติแล้วเสียงจะเดินทางผ่านของแข็งได้ดีกว่าอากาศ เสียงจึงเดินทางผ่านลำตัวของคุณแม่ไปสู่ลูกได้ ลูกในครรภ์จึงสามารถได้ยินเสียงพูดของคุณแม่ได้ แม้ไม่ใช้เครื่องมือช่วยใด ๆ คุณแม่ควรพูดคุยกับลูกในครรภ์บ้างหรือร้องเพลงให้ลูกฟัง แม้ว่าลูกจะฟังไม่รู้เรื่องหรือได้ยินเสียงของคุณแม่ไม่ชัดนัก เพราะลูกแช่อยู่ในน้ำ แต่ลูกก็สามารถจดจำโทนเสียง ลักษณะเสียงของคุณแม่ได้เป็นอย่างดี หลังจากคลอดแล้วลูกก็ยังสามารถจดจำเสียงจองคุณแม่ได้ทันที

การมองเห็นของเจ้าตัวเล็กในครรภ์
ทารกจะเริ่มลืมตามองเห็นผนังภายในมดลูกเมื่ออายุครรภ์ได้ 28 สัปดาห์ ช่วงท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ ผนังมดลูกจะเริ่มบางลง ทำให้แสงสว่างผ่านเข้าสู่ภาใยมดลูกได้ จึงเกิดการกระตุ้นระบบการมองเห็นที่ดีได้ แต่ภาพที่ทารกเห็นก็ยังไม่ชัดเจน โดยเห็นภาพเป็นสีแดง เหมือนเราหลับตาสู้แสงก็จะเห็นแสงทะลุเปลือกตาเข้ามาเป็นสีแดง เมื่อลูกอยู่ภายในมดลูก ก็จะเห็นเหมือนเราแช่อยู่ในถังน้ำทรงกลมใบใหญ่ เมื่อมีแสงจ้าภายนอกทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวก็จะกลายเป็นสีแดงไปหมด
เด็กในท้องไม่ชอบแสงจ้ามาก ๆ หรือแสงไฟกระพริบ ลูกมักจะดิ้นมาก พยายามหนีแสงเหล่านี้ แม่ตั้งครรภ์จึงไม่ควรตากแดดจ้า ๆ

กลืนน้ำคร่ำเพื่อรับรู้รส
การกลืนเป็นการกระตุ้นให้มีการพัฒนาของขากรรไกรและกล้ามเนื้อบริเวณแก้ม ขณะเดียวกันก็เป็นการกระตุ้นให้ปุ่มรับรสในลิ้นเกิดการพัฒนาด้วย สำหรับการดูดนิ้วซึ่งทารกมักทอยู่ตลอดเวลา เป็นการกระตุ้นประสาทการรับรส ทั้งยังเป็นพัฒนาการที่ผสมผสานระหว่างการมองและการรับรส รวมทั้งการเคลื่อนไหวของมือเข้าด้วยกัน

รับรู้อารมณ์แม่
ความรู้สึกอีกอย่างที่ดูเหมือนเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ลูกสามารถรู้สึกได้ นั่นก็คือ “อารมณ์ของคุณแม่” หากคุณแม่อารมณ์ดี มีความสุข ลูกก็มีความสุขด้วย ถ้าแม่เครียด ลูกก็เครียดด้วย แม่ซึ่งเปรียบเสมือนโลกใบเล็กของลูก เป็นสิ่งแวดล้อม เป็นทุกอย่างของลูก เมื่อแม่มีความสุขสมองของแม่ก็หลั่งฮอร์โมนเอ็นเดอร์ฟินออกมาทั่วร่างกาย แล้วก็ส่งผ่านไปสู่ลูกในครรภ์ด้วย ทำให้ลูกรู้สึกดีตามไปด้วย หากคุณแม่โกรธฉุนเฉียวร่างกายของคุณแม่ก็จะหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นให้ร่างกายทุกส่วนตึงเครียดรวมทั้งลูกในครรภ์ด้วย

ความรู้สึกที่ลูกในครรภ์ควรได้รับจากแม่ จึงควรเป็นความรู้สึกที่ดี แค่คุณแม่นั่งหลับตาคิดถึงแต่สิ่งที่ดี ๆ ก็ทำให้ลูกในครรภ์รู้สึกเป็นสุขได้

พัฒนาการทางสมองของลูกน้อยในครรภ์

เดือนที่ 1-2
หลังปฏิสนธิได้ประมาณ 18 วัน เซลล์ที่เกิดจากไข่กับสเปิร์มผสมกัน และแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งจะเจริญเติบโตเป็นสมอง เริ่มมีรูปร่างที่มองเห็นได้ว่าเป็นเนื้อเยื่อสมอง โดยแรกเริ่มเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วค่อย ๆ โค้งเข้ามาบรรจบกันเป็นท่อเหมือนหลอดกาแฟ ต่อมาหลอดนี้จะเริ่มโป่งพองจัดโครงสร้างเป็นสมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนหลัง

เดือนที่ 2-3
ระยะนี้ เซลล์สมองจะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ประมาณนาทีละ 250,000 เซลล์ และแยกรูปแบบเป็นสมองกับไขสันหลังอย่างชัดเจน เซลล์สมองเริ่มมีการเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งต่าง ๆ ของสมองเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ และเริ่มมีเส้นใยประสาทยื่นออกมาติดต่อถึงกัน อาศัยปฏิกิริยาของสารเคมีจากเซลล์สมอง ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าวิ่งไปมาระหว่างเซลล์สมอง ทำให้เกิดวงจรประสาท มีการรับส่งข้อมูลขึ้นในสมอง นี่หมายความว่าสมองของลูกเริ่มทำงานแล้ว

เดือนที่ 3-4
ช่วงนี้สมองของลูกมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วแขก เส้นใยประสาทเริ่มมีไขมันหรือมันสมองมาล้อมรอบเช่นเดียวกับฉนวนสายไฟ เพื่อให้กระแสไฟฟ้าวิ่งไปมาระหว่างเซลล์สมองได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การสื่อสารรับส่งข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

เดือนที่ 5-6
เซลล์สมองส่วนใหญ่พัฒนาตัวเองอย่างสมบูรณ์ และเริ่มมีการจัดระดับตัวเองที่พื้นผิวสมองเป็นชั้น ๆ ตามโครงสร้างแต่ละส่วนของสมองทำให้ระบบประสาทเริ่มสมบูรณ์

เดือนที่ 6-7
สมองของลูกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่พื้นผิวสมองยังคงราบเรียบ ไม่มีรอยหยัก มีการสร้างไขมันมากขึ้น จำนวนเซลล์สมองเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเส้นใยสมอง และจุดเชื่อมต่อ

เดือนที่ 7-9
ระยะนี้สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ระบบประสาทส่วนกลางของทารกพัฒนาไปอย่างมาก เส้นประสาทมีการสร้างเยื่อหุ้มที่มาจากไขมัน ทำให้การส่งผ่านสัญญาณในเส้นประสาททำได้รวดเร็วขึ้น มีการแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อเชื่อมต่อกันเป็นร่างแหของระบบประสาท เซลล์สมองทารกขยายขนาดโตขึ้น  มีการแผ่นขยายสร้างโยงใยของระบบประสาทมากขึ้น สมองมีหยักตัวเป็นร่องเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเก็บสะสมข้อมูล ยิ่งเซลล์สมองมีขนาดใหญ่ มีเส้นใยมาก มีการเชื่อมโยงประสานของเส้นใยมาก มีร่องสมองมาก ก็ยิ่งจะทำให้มีความจำ มีการเรียนรู้และการรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวคิดเสริมสร้างศักยภาพสมองสู่มหัศจรรย์แห่งพัฒนาการ


มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า สมองเด็กมีการเจริญเติบโตสูงสุดถึง 80% ในช่วงตั้งครรภ์ ถึง 3 ปีแรก ดังนั้นการกระตุ้นสมองเด็กด้วยวิธีการที่เหมาะสมในช่วงวัยนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้สมองของเด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ สมองเติบโตจากากรที่เซลล์สมองขายขนาดและมีการสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทมากขึ้น ยิ่งสมองได้รับการกระตุ้นมากเท่าไหร่ เครือข่ายเส้นในประสาทจะมีมาขึ้น ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็ก

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการของเด็กกล่าวว่า มีปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่มีผลต่อการเติบโตของสมอง และส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก ได้แก่ พันธุกรรม โภชนาการ และสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงดูเด็ก ซึ่ง 2 ปัจจัยหลังเป็นสิ่งที่พ่อแม่สามารถควบคุมหรือสร้างได้ โดยให้เด็กได้รับโภชนาการ และการเลี้ยงดูด้านสภาพแวดล้อมที่จะกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสมกับวัย ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ว่านี้ แก้ ดนตรี การเล่น และการสื่อภาษา ซึ่งรวมเรียกว่า เอนฟารหัสอัจฉริยะ อันเป็นองค์ความรู้ และแนวทางปฏิบัติที่พ่อแม่สามารถนำไปใช้สร้างเสริมพัฒนาการของลูกน้อยให้เต็มศักยภาพได้

คุณค่าอาหาร เพื่อการพัฒนาสมอง
โภชนาการ คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาสมอง และสติปัญญา เพราะ 60% ของสมองประกอบด้วยกรดไขมันที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ นั่นคือ ดีเอชเอ การให้เด็กได้รับโภชนาการที่ดี และเพียงพอต่อความต้องการจึงเป็นเสมือนรากฐานของการเรียนรู้

เสียงดนตรีสื่อดี ๆ เพื่อเพิ่มไอคิว
ดนตรี เป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านไอคิว ท่วงทำนองและจังหวะของดนตรีที่เด็กได้ฟังตั้งแต่ในครรภ์อย่างต่อเนื่องมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบความคิดและการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลอันเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้

เล่นดี สมองดี มีศักยภาพ
การเล่น เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มพลังสมองของเด็ก ขณะที่เด็กเล่น คลื่นสมองจะพัฒนาได้เต็มที่ และสามารถเพิ่มการรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาไปพร้อม ๆ กัน

พูดคุยสื่อภาษา พัฒนาการเรียนรู้
การสื่อภาษา เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาระบบความคิด สติปัญญา การให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะทางภาษา ทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน สมองจะมีโอกาสได้พัฒนาความสามารถในการรับรู้ และการสื่อสารอย่างเต็มที่ไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้ด้านสังคม และอารมณ์ม

ทารกเรียนรู้ภาษาที่สองได้ตั้งแต่แรกเกิด


สมองของเด็กมีช่วงเวลาทองของการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในแต่ละช่วงแตกต่างกันไป ถ้าเด็กไม่ได้เรียนรู้ในช่วงเวลานั้น ๆ การพัฒนาให้เต็มศักยภาพทำได้ยาก เพราะผ่านช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการพัฒนาเรื่องนั้น ๆ ไปแล้ว เช่น การเรียนรู้ภาษาที่ 2 ที่นอกเหนือไปจากภาษาแม่ เด็กจะเรียนได้ดีตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 7 ปี ถึงเด็กจะยังพูดไม่ได้ แต่เขาก็จะซึมซับภาษาเหล่านั้นจากการได้ยิน ได้ฟัง เมื่อเขาโตพอที่จะพูดได้ เขาก็จะสามารถออกเสียงภาษาเหล่านั้นออกมาได้ เหมือนเจ้าของภาษา หรือออกเสียงได้ใกล้เคียงมาก

สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับการพูด และภาษาคือ Broca’s area ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับที่พบเซลล์กระจกเงา และนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าความสามารถทางภาษา เป็นผลมาจากการทำงานของเซลล์ Mirror Neurone และมันจะทำงานตั้งแต่เด็กลืมตาดูโลก เมื่อแรกเกิดเด็กจะยังไม่รู้ภาษา แต่จากการที่ได้มองเห็นท่าทางของแม่ ได้ยินเสียงของแม่ เซลล์ Mirror Neurone จะค่อย ๆ เรียนรู้และทำความเข้าใจเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสียงพูดและท่าทางของแม่ ด้วยการสร้างภาพจำลองขึ้นในสมอง เกิดความรับรู้ เริ่มเข้าใจความหมาย ไปสู่การเลียนแบบเสียงพูด เลียนแบบท่าทาง น้ำเสียง เพื่อการสื่อสารโต้ตอบจนกระทั่งก้าวไปสู่การพัฒนาของภาษาและการสื่อสารที่สมบูรณ์ 

ดังนั้นการพูดคุยกับลูก การร้องเพลงกล่อมลูก การเล่านิทานอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ยังเล็ก ๆ จึงเป็นแบบอย่างของการใช้ภาษาและการสื่อสาร ที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ Mirror Neurone ของลูกน้อยทำงานได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

คุณค่าอาหาร เพื่อเสริมสร้างมหัศจรรย์แห่งพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์

คุณค่าอาหาร เพื่อเสริมสร้างมหัศจรรย์แห่งพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์
อายุครรภ์
อาหารและสารอาหารที่เหมาะสม
เดือนที่ 1
-ดื่มน้ำผลไม้สด หรือนมวันละ 1 แก้ว แต่หากแพ้ท้องมากควรงดนมไว้ก่อน
-รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะโฟเลต และอาหารประเภทปลาทะเลที่มีดีเอชเอ เช่น ปลาทูน่า หรือน้ำมันสกัดจากผลิตภัณฑ์ทางทะเล ที่จะส่งผลดีต่อระบบการทำงานของเซลล์สมองลูกน้อยในครรภ์
เดือนที่ 2
- คุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ จึงควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยง่าย มีโปรตีนสูง เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊ก
-ควรรับประทานผลไม้สด เป็นอาหารว่าง
เดือนที่ 3
คุณแม่บางท่านอาจเริ่มมีอาการท้องผูก จึงควรดื่มน้ำให้มากหรือรับประทานผักผลไม้มาก ๆ เพ่อช่วยเพิ่มเส้นใยที่จะช่วยให้ถ่ายง่ายขึ้น
เดือนที่ 4
ทารกในครรภ์เริ่มมีการสร้างกระดูกและฟัน คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว ควรเน้นอาหารประเภทโปรตีน และธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะมีอยู่ในตับ ไข่แดง นม ใบตำลึง ใบขี้เหล็ก ฯลฯ
เดือนที่ 5
เพราะสมองและระบบประสาทของลูกน้อยยังเจริญเติบโต คุณแม่ควรรับประทานสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อย ได้แก่ ดีเอชเอ โฟเลต สังกะสี และวิตามินบี 12 แหล่งอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารพัฒนาสมอง เช่น นม ไข่ เนื้อปลา อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ ผักใบเขียว เนื้อสัตว์ เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ
เดือนที่ 6
คุณแม่อาจจะเป็นตะคริวบ่อยครั้งในช่วงนี้ ควรดื่มน้ำให้มาก รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม และวิตามินสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ผักใบเขียว ไข่ นม ถั่วลิสง หรือเครื่องในสัตว์
เดือนที่ 7
ช่วงนี้คุณแส่จะต้องการพลังงานจากสารอาหารมาขึ้น คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น นม ไข่ เนื้อปลา ปลาเล็กปลาน้อย ผัก และผลไม้ เพื่อสะสมสารอาหารที่จำเป็นไว้สำหรับเตรียมให้น้ำนมกับลูกหลังคลอด
เดือนที่ 8
เริ่มมีการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง และจะมีการสร้างต่อไปอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังคลอด คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารพัฒนาสมอง เช่น นม ไข่ เนื้อปลา อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ ใบเขียว เนื้อสัตว์ เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ
เดือนที่ 9
คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นแคลเซียมเพื่อใช้ในการสร้างน้ำนมให้เพียงพอหลังคลอด และควรรับประทานธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ อาหารทะเล นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง งา ฯลฯ ให้มาก เพื่อเพิ่มปริมาณโลหิตที่จะต้องสูญเสียในขณะคลอด






Baby Signs กับการหัดพูดของลูก

Baby Signs หรือภาษาท่าทางของเด็กก่อนวัยพูดได้ เป็นศาสตร์ในการเรียนรู้เรื่องของเทคนิค การสื่อสารกับเด็กก่อนพูดที่มีมานานกว่า 20 ปีแล้ว ดร.ลินดา อเครโดโล่ และ ดร.ซูซาน กู๊ดวิน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย California at Davis ประเทศสหรัฐอเมริกา คือผู้ค้นพบศาสตร์แขนงนี้ โดยเริ่มจากการสังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกตัวเองที่พยายามใช้ภาษาท่าทางในการสื่อสารกับผู้อื่น จึงเป็นแรงผลักดันให้นักจิตวิทยาทั้งสองศึกษาเชิงวิชาการ เพื่อสังเกตว่าเด็กทุกคนสามารถสื่อสารและฝึกฝนการใช้ Baby Signs ได้หรือไม่ จากการค้นคว้าพบว่า เด็กทารกสามารถสื่อสารด้วยท่าทาง และสามารถฝึกสอน Baby Signs ได้ทุกคน

Baby Signs เปรียบคล้ายกับ “อวัจนภาษา” ซึ่งก็คือภาษาท่าทาง เช่น เมื่อพอใจเราก็สอนให้เด็กยิ้ม หัวเราะ ให้ทำหน้าบึ้งเมื่อโกรธ และร้องไห้เมื่อเจ็บ ซึ่งการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นการสื่อสารผ่านท่าทางทั้งสิ้น เพียงแต่ในการเรียนรู้ Baby Signs ตามระบบของ Dr.Linda Acredolo และ Dr.Susan Goodwyn นั้น จะมีท่าทางที่เป็นมาตรฐานตามสากลที่สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้ทั่วโลก แต่ในความเป็นจริง หากพ่อแม่มีความใกล้ชิดกับลูก และศึกษาลูกของตัวเองอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าเด็กแต่ละคนจะมีท่าทางในการแสดงออก Signs ในแบบฉบับของเขาเอง เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่และผู้ใกล้ชิดต้องพยายามสังเกตท่าทางของเด็ก และดูพฤติกรรมการทำซ้ำ ๆ ของเด็กว่าต้องการสื่อสารถึงอะไร แล้วตอบสนองเขา จากนั้นก็หาท่าทางใหม่ ๆ สอนเขาเพิ่มเติม

Baby Signs ในครอบครัวไทย
ความจริงแล้วนั้นในสังคมไทยมีการสอนภาษาท่าทางให้เด็กกันอยู่แล้ว เช่น การสอนให้เด็กสวัสดี สาธุ บ๊ายบาย ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็น Baby Signs ทั้งสิ้น เพียงแต่เราหยุดการสอนไว้เพียงเท่านี้ ไม่ได้ขยายการสอนคำศัพท์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น คำแสดงอากัปกิริยา อย่างกินข้าว อิ่ม เสร็จแล้ว ขอบคุณ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะบางคนอาจจะคิดว่าการเรียนรู้ภาษาท่าทางจะทำให้เด็กพูดช้า ทั้งที่จริงแล้วมีข้อมูลการวิจัยไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าเด็ก ๆ ที่ได้เรียน และฝึกภาษาท่าทางก่อนวัยพูดนั้น จะพูดได้เร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

ทำไม Baby Signs ช่วยให้เด็กพูดได้เร็ว
ผู้เชี่ยวชาญทางการฝึกพูดอธิบายว่า ก่อนที่เด็กจะพูด เขามีความต้องการที่จะสื่อสารแล้วด้วยการออกเสียง แต่กล้ามเนื้อบริเวณปากยังไม่พัฒนา จึงยังพูดเป็นคำไม่ได้ ได้แต่ร้องอ้อแอ้ซึ่งพ่อแม่ไม่เข้าใจ เขาจึงใช้ภาษาท่าทางที่สื่อสารด้วยมือ ซึ่งพัฒนาก่อนการใช้ปาก การสอนท่าทางให้ลูกพร้อมการพูดไปด้วยนั้น เมื่อกล้ามเนื้อปากพร้อมที่จะพูด ลูกจะพูดได้เลยและพูดได้เร็ว เพราะรู้จักคำศัพท์ต่าง ๆ แล้ว เด็กที่พูดได้แล้วจะไม่ใช้ท่าทางสื่อสารอีกต่อไป แต่จะสื่อสารด้วยการพูดแทน ซึ่งต่างจากเด็กที่รอกล้ามเนื้อปากพร้อมในอายุ 1 ขวบขึ้นไป แล้วค่อยสื่อสารเขาจะพูดได้ช้ากว่า
Baby Signs จึงมีส่วนช่วยให้เด็กพูดได้เร็วขึ้น และรู้จักคำศัพท์มากขึ้น

เทคนิคการสอน Baby Signs
ผู้ใหญ่สามารถกำหนด Baby Signs ขึ้นมาใช้ในครอบครัวของตัวเองได้ โดยเมื่อทำท่าทางหรือ Signs เราต้องพูดคำ ๆ นั้นกำกับตามไปด้วย เช่น ทำท่าแตะหัว (บอกว่า “หมวก”) ทำท่าชี้ตา (บอกว่า “ดู”) เป็นต้น เด็กจะเกิดการเชื่อมโยงท่ามือกับภาษาพูด ที่สำคัญ ต้องทำให้สนุก ไม่เคร่งเครียด

เราจะสอนภาษาที่สองให้ลูกอย่างไรดี


วิธีง่าย ๆ ในการปลูกฝังภาษาอังกฤษให้ลูกก็คือ การสร้างบรรยากาศภายในบ้าน สร้างกิจวัตรประจำวันที่มีภาษาอังกฤษเข้ามาเกี่ยวข้อง ให้ลูกรู้สึกว่าภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของทุกคน เช่น

1. Good morning. สวัสดียามเช้าจ้า (พูดทันทีเมื่อเด็กตื่นนอน และกระตุ้นให้เด็กใช้ประโยคนี้กับคนอื่น ๆ ในบ้านเมื่อได้พบหน้ากันครั้งแรกตอนเช้า และใส่ชื่อของบุคคลต่าง ๆ ตามหลังไปด้วยจะไดเรียนรู้เพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง เช่น Good morning,Papa, Good morning, Grandmother หรือ Good morning, Everyone.
2.  It’s nap time. ได้เวลานอนแล้วจ้า
3.  Do you like this? หนูชอบสิ่งนี้มั๊ยจ๊ะ (เปลี่ยนคำศัพท์แทนคำว่า this ได้เรื่อย ๆ เป็นการสอนคำศัพท์ใหม่ ๆ ไปในตัว เห็นอะไรน่าสนใจก็ชี้ และถามประโยคนี้ได้เลย สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการตอบ
4.  No,Idon’t like it. หรือ Yes, I like it. (ถ้าเป็นช่วงแรกให้ลูกตอบว่า No หรือ Yes ก็พอ แต่คุณพ่อคุณแม่อาจเติมประโยคหลังให้เด็ก ๆ และอาจแสดงความคิดเห็นของตนเองได้อีกด้วย เช่น Do you like birds? ลูกอาจตอบว่า Yes. คุณแม่เติมได้ว่า Yes, you like it. (ชี้นิ้วไปที่ตัวลูก) I like it too. (ชี้นิ้วมาที่ตัวเอง)

เมื่อลูกเริ่มมีความคุ้นเคยกับประโยคภาษาอังกฤษบ้างแล้ว เริ่มใช้ประโยคใหม่ ๆ แต่ยังคงเน้นให้เป็นประโยคสั้น ๆ ที่เข้าใจง่ายเช่น “Listen to me” “Sit down” “Let’s go” เป็นต้น  นอกจากนี้ การเล่นเกมง่าย ๆ ที่สอดแทรกภาษาอังกฤษเมาเพื่อสร้างความสนุกสนานในการเรียนรู้ประกอบไปด้วย ก็จะช่วยให้ลูกสนุกกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เช่น เกมทายจำนวนนิ้ว (เริ่มได้ทันทีหลังจากคุณพ่อคุณแม่ได้สอนให้ลูกรู้จักจำนวน 1-5 เป็นภาษาอังกฤษ) โดยชูนิ้วจำนวนไม่เกิน 5 ซ่อนไว้ด้านหลัง ให้ลูกลองทายว่าคุณพ่อคุณแม่แอบชูนิ้วไว้เท่าไหร่เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อลูกเริ่มเล่นคล่อง ให้ลูกฝึกตอบเป็นประโยค คุณพ่อคุณแม่อาจถามว่า “How many finger behind my back?” ให้ลูกตอบว่า “It’s three” แทน “Three” เมื่อลูกเล่นได้คล่องมากขึ้น สลับให้เค้าเป็นผู้ถามบ้าง และอาจเปลี่ยนเป็นสิ่งของแทนนิ้วมือ

คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจคิดว่า ไม่เก่งภาษาอังกฤษจะสอนลูกได้อย่างไร จริง ๆ แล้ว ความรู้ภาษาอังกฤษของพ่อแม่ส่วนใหญ่เพียงพอที่จะสร้างรากฐานการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้กับลูก ๆ ได้หรืออย่างน้อยก็พอที่จะสร้างให้ลูกน้อยรักการเรียนรู้ภาษาที่สองได้ เพียงแต่ต้องกล้าพูด กล้าบอกเขาด้วยประโยคภาษาอังกฤษง่าย ๆ

เมื่อลูกรู้สึกว่าการใช้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสนุก เรียกเสียงหัวเราะ สร้างรอยยิ้มให้เขาได้ เท่ากับว่าได้สร้างรากฐานที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองให้กับลูกแล้ว ที่สำคัญไม่จำเป็นเลย ที่จะต้องฝึกให้ลูกท่องจำศัพท์ภาษาอังกฤษจำนวนมากมายในวัยที่เขาไม่จำเป็นต้องจำ เรียนอย่างเล่น คือการเรียนรู้ที่ดีกับเด็ก ๆ มากที่สุด

บทความโดย: คุณครูนลิณีร์  คลังทวีคูณสุข  แห่งศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็กเล็กและเนิร์สเซอรี่ Brain’n Joy

บทความสุขภาพที่เีกี่ยวข้อง