แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคอ้วน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคอ้วน แสดงบทความทั้งหมด

โรค...ของคนอยากผอม(2)

โรคอยากผอม
            มีอยู่   2  โรค และมักเป็นกับวัยรุ่นผู้หญิง นั่นคือ  โรค “อโนเร็กเซีย เนอร์โวซ่า” (Anorexia nervosa) และโรค “บูลีเมีย เนอร์โวซ่า” (Bulemia nervosa)   สาเหตุนั้นยังไม่ทราบแน่นอน  แต่เชื่อว่าน่าจะมีปัจจัยทางจิตใจเป็นส่วนประกอบร่วมกับผลกระทบจากค่านิยมในสังคมที่ชอบคนผอม  ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น

1. อโนเร็กเซีย เนอร์โวซ่า  ผู้ป่วยมักปฏิเสธไม่ยอมกินอาหาร   และพยายามออกกำลังอย่างหนัก เพื่อให้น้ำหนักลด ส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักลดลงไปมากจนถึงขั้นขาดอาหาร แต่ยังไม่พอใจ ต้องการลดน้ำหนักลงไปอีก อาจใช้ยาลดน้ำหนัก ยาระบายหรือยาขับปัสสาวะร่วมด้วย
 ถ้าอาการรุนแรง  จะมีกล้ามเนื้อแขนขาลีบ  แก้มตอบ  ซูบผอมมาก  ประจำเดือนขาดหายไป  มุมปากอักเสบ  ผิวแห้งลอก  มีขนอ่อนขึ้นตามตัว  ผมเส้นบาง  หักง่าย  ผมร่วงง่าย  เล็บเปราะ  ท้องผูก นอนไม่หลับ  ลุกนั่งแล้วหน้ามืด   ขาดน้ำ   ขาบวม  หัวใจเต้นช้า  หายใจช้า  อุณหภูมิต่ำกว่าปกติ จนถึงหัวใจหยุดเต้นกะทันหันและเสียชีวิตได้  โดยเฉพาะถ้าน้ำหนักตัวลดลงไปมากกว่า 35%

 2. บูลีเมีย เนอร์โวซ่า ผู้ป่วยมักจะกินมากโดยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วรู้สึกผิด  จึงไปล้วงคอให้อาเจียนหลังกินอาหารเข้าไป จนในระยะหลัง ๆ  ไม่ต้องล้วงคอก็ยังอาเจียนได้  รวมทั้งใช้ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะเช่นเดียวกับผู้เป็นอโนเร็กเซีย เนอร์โวซ่า  แต่ ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไม่ผอมเท่า และอาจมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมและครอบครัว มีความเสี่ยงต่อการสำลัก เยื่อบุหลอดอาหารและกระเพาะอาหารฉีกขาดจากการอาเจียนมาก มีเลือดออกในทางเดินอาหาร มีลมรั่วเข้าไปในช่องทรวงอก นอกจากนี้ยังอาจพบความผิดปกติในดุลกรด-ด่างได้คล้ายกับผู้ป่วยอโนเร็กเซีย เนอร์โวซ่า  ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดหัวใจเต้นผิดปกติได้เช่นกัน

            สำหรับการรักษาโรคอยากผอมทั้ง 2 นี้   มักทำได้ยาก  เนื่องจากผู้ป่วยไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดปกติ
 ฉะนั้นในขั้นแรก จึงต้องทำให้ผู้ป่วยยอมรับปัญหาเสียก่อน  แต่เนื่องจากมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่จะรู้สึกตัวและมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา   ญาติหรือเพื่อน ๆ จึงมีส่วนสำคัญมากที่จะคอยดูแลและชักจูงให้ผู้ป่วยร่วมมือกับทีมแพทย์ผู้ดูแล  ซึ่งแพทย์จะบำบัดด้วยการให้โภชนบำบัดร่วมกับการรักษาทางจิตเวช  ในรายที่อาการรุนแรงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจเต้นผิดปกติหรือหยุดเต้น  อาจต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล

  ฟังเท่านี้ก็น่ากลัวแล้ว  ยิ่งถ้าเกิดกับลูกหลานของตนเองล่ะ  จะยิ่งทุกข์ใจเพียงใดโดยเฉพาะผู้เป็นพ่อแม่   ดังนั้นพ่อแม่และคนใกล้ชิดจึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายไปได้ สังคมเองก็อาจต้องช่วยในการป้องกันปัญหานี้  โดยเฉพาะสื่อต่างๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนค่านิยมว่า คนที่จะหล่อ สวย ดูดี จะต้องผอมมาก ๆ  เป็นคนที่ดูดีเพราะมีสุขภาพดี น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

บทความโดย: รศ.พญ. ปรียานุช แย้มวงษ์   ภาควิชาอายุรศาสตร์
อายุรแพทย์ด้านโภชนศาสตร์คลินิก  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โรค...ของคนอยากผอม(1)

พวกเราอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของคนอยากผอมจนทำให้เสียชีวิตกันมาบ้าง เกิดอะไรขึ้นกับคนกลุ่มนี้  เรามาดูพร้อมๆ  กันเลย
เป็นธรรมดาที่คนอยากผอม  จะพยายามระวังอาหารของตัวเองอย่างมาก  แทบจะนับพลังงานและแคลอรีที่กินเข้าไปตลอดเวลาถ้าจะถามว่าอะไรคือสาเหตุของการอยากผอม คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการอยากมีรูปร่างตามค่านิยมของสังคมและแฟชั่น หรืออาจเพราะความจำเป็นทางอาชีพ เช่น ดารา นางแบบที่ต้องการผู้ที่รูปร่างผอมบาง  เพื่อเวลาเข้ากล้องจะได้ไม่ดูอวบอิ่มจนเกินไป

สำหรับคนอยากผอมทั่วไป  มักใช้การจำกัดอาหาร และกินอาหารที่มีพลังงานต่ำ บวกกับการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงาน   ซึ่งถ้าปฏิบัติตามนี้อย่างสม่ำเสมอก็คงเห็นผลในเร็ววัน แต่หลายรายไม่สามารถทำได้  จึงอาศัยยาเป็นที่พึ่งหลัก  โดยที่ไม่รู้ว่ายานี่แหละเป็นตัวการสำคัญนำไปสู่ความหายนะทั้งต่อตนเองและครอบครัว 

          ทั้งนี้ยาลดน้ำหนักที่ใช้กันอยู่ตามท้องตลาด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
            1.  กลุ่มที่ลดการดูดซึมของไขมัน ไม่ค่อยมีผลแทรกซ้อนที่รุนแรงมากนัก ถ้ากินอาหารมันมาก ก็จะ ท้องเสีย กลั้นอุจจาระไม่อยู่ ผายลมออกมาเป็นน้ำมัน ฯลฯ ซึ่งไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ แต่อาจทำลายความมั่นใจและทำให้เกิดความกังวลบ้าง
            2.  กลุ่มที่ทำให้หิวน้อย เป็นยาที่ผลิตออกมาในระยะหลัง แต่ยังมีผลข้างเคียง เช่นปากแห้ง คอแห้ง ปวดศีรษะ และความดันโลหิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีราคาแพงมาก
  3.  กลุ่มที่ทำให้ไม่อยากอาหาร มีผลเสียหลายอย่าง เช่น ปากแห้ง คอแห้ง หงุดหงิด นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูงขึ้น   บาง ชนิดทำให้เกิดแรงดันในปอดสูงขึ้น โรคลิ้นหัวใจรั่ว เกิดเลือดออกในสมองได้ ยาพวกนี้แม้จะไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว แต่ยังสามารถสั่งโดยตรงทางอินเทอร์เน็ตจากประเทศจีนได้  เคยมีข่าวที่ผู้ป่วยสั่งยามาใช้เองและเกิดเสียชีวิตในประเทศสิงคโปร์มาแล้ว 

            นอกจากนี้ปัญหาจากการใช้ยาลดน้ำหนักในกลุ่มที่ 2 และ 3 อีกอย่างคือ เมื่อหยุดใช้   จะหิวและเจริญอาหารมาก ๆ จนน้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  บางรายน้ำหนักเพิ่มมากกว่าก่อนใช้เสียอีก จนต้องกลับไปใช้ยาอีก ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเพิ่มๆ ลด ๆ ที่เรียกว่า Yo-Yo effect ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก
            แค่นี้ก็แย่แล้ว  แต่ที่ยิ่งกว่านั้นอีกก็คือผู้ที่จิตใจอยากผอมผิดผู้ผิดคนโดยที่ตนเองไม่รู้ว่ากำลังเข้าข่ายเป็นโรคอยากผอม

บทความโดย: รศ.พญ. ปรียานุช แย้มวงษ์    ภาควิชาอายุรศาสตร์
อายุรแพทย์ด้านโภชนศาสตร์คลินิก  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โรคอ้วน: จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น "โรคอ้วน"

ความหมายของโรคอ้วน

โรคอ้วนเป็นความผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาอีกมากมาย ความหมายของโรคอ้วน ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักมากขึ้น จากการที่ร่างกายมีการสะสมไขมันไว้ในร่างกายเกินกว่าที่ควรจะเป็น สำหรับการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของส่วนอื่นๆ ของร่างกายเช่น กล้ามเนื้อ กระดูกและอวัยวะภายในของคนอ้วนมีน้อยมาก ผู้ใดที่มีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น20% ถือว่าเป็นโรคอ้วน ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจสอบอยู่หลายวิธีตั้งแต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือการดู จากสายตา วิธีนี้ถ้าใครอ้วนมากๆก็ง่าย แต่ถ้าบางคนอ้วนไม่มากอาจบอกได้ไม่ชัดเจน

วิธีที่นิยมในปัจจุบันเพื่อ บอกให้ชัดเจนว่าผู้ใดเป็นโรคอ้วนหรือไม่? เราใช้วิธีคำนวนหาดัชนีความหนาของร่างกาย ค่าที่ได้ต้องมากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป จึงจะบอกว่าเริ่มเป็นโรคอ้วน
วิธีคำนวนหา ดัชนีความหนาของร่างกาย ให้ท่านชั่งน้ำหนักสมมุติว่าได้ 60 กิโลกรัม และวัดส่วนสูงได้ 1 เมตร 50 เซนติเมตร ให้เอา 60หารด้วย 1.5 ยกกำลังสอง คำนวณออกมาได้เท่ากับ 26.66 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แสดงว่าท่านเริ่มอ้วนแล้ว เพราะค่าปกติดัชนีความหนาของร่างกายอยู่ระหว่าง 20-24.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

นอกจากนี้ อาจใช้อุปกรณ์วัดไขมันใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขนด้านหลัง ซึ่งต้องให้คนอื่นมาช่วยวัดให้
กล่าว โดยสรุป ผู้ใดมีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น 20% ถือว่าเป็นโรคอ้วน สำหรับสูตรการคำนวณใช้วิธีหาดัชนีความหนาของร่างกาย ซึ่งเท่ากับน้ำหนักชั่งเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงวัดเป็นเมตรยกกำลังสอง ค่าที่ได้ต้องไม่เกิน 25 จึงถือว่าพอดี

โรคอ้วน (ตอนที่ 2)

อ้วนแล้วจะลดน้ำหนักได้อย่างไร


            การลดน้ำหนักที่ได้ผลดีที่สุด ต้องทำร่วมกันระหว่างการควบคุมอาหารที่ทานเข้าไป กับการออกกำลังกาย หากทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งมักไม่ได้ผลดี
            การควบคุมอาหาร ที่แนะนำโดยทั่วไปคือกินอาหารครบ 5 หมู่ตามธรรมดา แต่ลดปริมาณในแต่ละมื้อลง โดยเฉพาะมื้อเย็น ควรทานเป็นอาหารเบาๆ พลังงานต่ำ ไม่ควรอดอาหารเป็นมื้อๆ เพราะจะทำให้หิวและทานมากขึ้นในมื้อต่อไป ควรเน้นทานผัก เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่นไขมัน และน้ำตาล เช่น น้ำผลไม้ น้ำอัดลม น้ำหวาน ไอศครีม ช็อคโกแล๊ต ขนมหวานต่างๆ ผลไม้หวานจัด เป็นต้น
            ปัจจุบัน มีการแนะนำให้กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่า 20 กรัม (หรือข้าวประมาณ 1 ทัพพี) ต่อวัน โดยสามารถกินอาหารอื่นๆ ได้ตามต้องการ หรือที่เรียกกันย่อๆว่าอาหาร “โลว์คาร์บ” (Low carbohydrate diet) วิธีนี้พบว่าได้ผลดีในช่วงสั้น เพราะระยะแรกๆ น้ำหนักจะลดได้ดีกว่าการลดพลังงานทั่วไป แต่หลัง 6 เดือนไปแล้ว พบว่าอัตราการลดน้ำหนัก เท่าๆ กับการกินอาหารพลังงานต่ำทั่วไป และมีปัญหาแทรกซ้อนได้มากกว่า จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนหากจะลดน้ำหนักโดยวิธีนี้
            การออกกำลังในคนอ้วน ควรเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่องกันอย่างน้อย ½ ชั่วโมงต่อวัน แต่จะให้ได้ผลดีควรออกกำลัง 1-1½ ชั่วโมงทุกวัน หากน้ำหนักมาก ควรหลีกเลี่ยงการวิ่ง หรือกระโดด ซึ่งจะทำให้กิดปัญหาเรื่องข้อเข่า ข้อเท้าได้

มีวิธีลดน้ำหนักอื่นอีกไหม
          ถ้ามี BMI มากกว่า 27 กก./ม2 หรือมีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง แพทย์อาจให้ยาช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่มคือยาที่ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น หรือยาที่ลดการดูดซึมไขมันจากอาหาร ยาทั้ง 2 แบบมีราคาแพง และเมื่อหยุดยา น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นถ้าควบคุมอาหารและน้ำหนักตัวได้เองจะดีกว่า
            ในกรณีที่ BMI มากกว่า 35 กก./ม2 หรือมีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง มีการรักษาโดยการผ่าตัดให้กระเพาะอาหารเล็กลง ทำให้หลังอาหารผู้ป่วยจะสามารถกินอาหารได้เพียงเล็กน้อยในแต่ละมื้อ น้ำหนักจึงลดลงได้ แต่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารไปตลอดชีวิตเช่นกัน
            คนที่อ้วน การลดน้ำหนักจะทำได้ยาก ดังนั้นทางที่ดีที่สุด คือคอยเฝ้าระวังน้ำหนักตัว อย่างปล่อยให้อ้วน โดยการระวังเรื่องอาหารที่ทาน ร่วมกับการออกกำลังให้สม่ำเสมอ เป็นการป้องกันดีกว่ามาแก้ไขทีหลัง

>> โรคอ้วน ตอนที่ 1

โรคอ้วน (ตอนที่ 1)

 

อ้วนแล้วใครเดือดร้อน?

การมีน้ำหนักเกินและโรคอ้วน จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต หลายอย่าง โดยทำให้เกิด

1.      โรคข้อและกระดูก ที่พบบ่อย ได้แก่ข้อเข่าและข้อเท้าเสื่อม ทำให้ปวด เดินไม่ได้ ปวดหลัง และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์มากขึ้น

2.      โรคต่อมไร้ท่อ คนที่อ้วนลงพุง (เอวใหญ่กว่า 35.5 นิ้ว ในเพศชาย และ 31.5 นิ้ว ในเพศหญิง) จะมีโอกาสเกิดโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูงมากขึ้น ผู้หญิงที่อ้วนมาก อาจมีประจำเดือนผิดปกติ โดยส่วนใหญ่เด็กมักมีประจำเดือนครั้งแรกเร็วกว่าเด็กวัยเดียวกัน, ประจำเดือนอาจมาไม่สม่ำเสมอและมักไม่มีการตกไข่ และถึงวัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ

3.      โรคหัวใจและหลอดเลือด จะมีความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีกลุ่มอาการที่เรียกว่า metabolic syndrome ซึ่งได้แก่คนที่อ้วนลงพุง มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ระดับไขมันชนิดดี (High-density lipoprotein หรือ HDL) ต่ำ มีความดันโลหิตสูงและน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งคนที่มีอาการกลุ่มนี้ จะมีการดื้อต่ออินสุลิน และมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้น หากใครมีความผิดปกติในกลุ่มนี้ต้องรีบลดน้ำหนักเร็ว

4.      โรคระบบหายใจ ผู้ที่อ้วนมากอาจมีนอนกรน และหากรุนแรงจะมีหยุดหายใจเป็นพักๆ จึงนอนหลับไม่สนิทจนบางครั้งจะง่วงและนั่งหลับตอนกลางวัน ถ้าปล่อยไว้นาน จะมีแรงดันเลือดในปอดสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดหัวใจวายได้

5.      โรคผิวหนัง จะมีโอกาสติดเชื้อราได้ง่าย มักพบบริเวณขาหนีบหรือรอยพับของผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดเส้นเลือดขอดตามขาได้ด้วย

6.      โรคมะเร็ง จะมีโอกาสเกิดมะเร็งหลายอย่างมากขึ้น เช่นมะเร็งเยื่อบุมดลูก  และมะเร็งเต้านมในเพศหญิง, มะเร็งต่อลูกหมากและหลอดอาหารในเพศชาย

7.      โรคนิ่วในถุงน้ำดี

8.      มีปัญหาทางจิตใจและสังคม อาจมีปมด้อยเกี่ยวกับรูปร่าง เป็นที่ล้อเลียนและไม่เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง เสียโอกาสในการทำงานบางด้าน 

เมื่อไรจึงจะเรียกว่าอ้วน?

            ปัจจุบันใช้ค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index: BMI) เป็นค่าตัดสินความอ้วน เพราะคนที่มี BMI สูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลายๆ ชนิด การคิด BMI มีสูตรดังนี้

                        BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)

                                    ความสูง 2 (เมตร)



โดย BMI ในคนเอเซียจะมีการแบ่งลำดับดังตาราง   




ระดับ
BMI (กก./ม.2)


ปกติ
18.5 - 22.99


น้ำหนักเกิน (Overweight)
อ้วน ระดับ 1
อ้วน ระดับ 2
Morbid obesity
23.0 - 24.99
25.0 - 29.99
30.0 - 34.99
> 35.0*



* หรือต่ำกว่า ถ้ามีโรคหลอดเลือดหรือเบาหวานร่วมด้วย



ทำไมคนเราถึงอ้วน?
          คนอ้วนมักโทษว่าเป็นกรรมพันธุ์ แต่จริงๆ แล้วกรรมพันธุ์อาจมีส่วนบ้าง แต่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นจากการทานอาหารมาก และไม่คอยออกกำลัง มีส่วนน้อยที่อาจเกิดจากการที่มีฮอร์โมนผิดปกติ ทั้งจากโรคภายในร่างกาย หรือการกินยากลุ่มเสตียรอยด์ (อาจได้จากยาจีน ยาลูกกลอน ยาชุดบางชนิด)

บทความโดย รศ.พ.ญ. ปรียานุช แย้มวงษ์



บทความสุขภาพที่เีกี่ยวข้อง