แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแลผิวพรรณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแลผิวพรรณ แสดงบทความทั้งหมด

วิธีลบรอยแผลเป็นจากสิวด้วยแอปเปิ้ลเขียว

ไม่น่าเชื่อว่าแอปเปิ้ลเขียวที่เราทานกันอยู่นี้จะมีคุณสมบัติในการลบรอยแผลเป็นจากสิวได้ด้วย วันนี้เราีมีเคล็ดลับดีๆ ในการลบรอยแผลเป็นจากสิวด้วยแอปเปิ้ลเขียวมาฝากน่ะครับ เรามาดูวิธีการทำกันเลยครับ



วิธีลบรอยแผลเป็นจากสิวด้วยแอปเปิ้ลเขียว 
  • เริ่มต้นด้วย การล้างหน้าให้สะอาด ใช้ผ้าซับให้แห้ง 
  • จากนั้นนำเนื้อแอปเปิ้ลเขียวครึ่งผล ผสมกับน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ บดรวมกันให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  • ทาให้ทั่วใบหน้า เน้นบริเวณที่เป็นแผลเป็น 
  • ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออก 
สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันน่ะครับ เพียงเท่านี้รอยแผลเป็นจากสิวก็จะจางลง นำไปทดลองใช้กันได้น่ะครับ

ที่มา: http://www.ranthong.com

วิธีลดรอยแผลขรุขระบนใบหน้า

ใครที่เป็นแผลขรุขระบนใบหน้า และอยากลดรอยแผล วันนี้เรามีวิธีมาบอก…

วิธีลดรอยแผลขรุขระบนใบหน้า
1. การใช้ยาทา แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาทา ในกรณีที่เป็นไม่มากนัก หรือใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ ยาที่ใช้มักเป็นยาในกลุ่มวิตามิน A โดยตัวยาจะไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้รอยแผลตื้นขึ้น
2. การจี้ด้วยน้ำยา TCA เพื่อกระตุ้นในรอยแผลมีการสร้างเซลล์ หลังการจี้จะเกิดสะเก็ดดำ ๆ อยู่ประมาณสัปดาห์ แล้วจึงหลุดไปเอง แต่ว่าห้ามแกะเด็ดขาด
3. การรักษาด้วย ไอออนโต (IONTO) เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าขับตัวยา ซึ่งนิยมใช้ คือกลุ่มวิตามิน A เข้าไปในผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างใยคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ เพื่อให้รอยบุ๋มตื้นขึ้น
4. การรักษาด้วย โฟโน (PHONO) เป็นการใช้คลื่นเสียงขับยาเข้าไปในผิวหนัง โดยใช้ยาในกลุ่มวิตามิน A บำรุงและสร้างใยคอลลาเจน
5. การรักษาด้วยวิธี MD (MICRODERMABRASION) เป็นการผลัดผิวใหม่โดยใช้เครื่องมือพ่นผงคริสตัลลงไปยังผิวหน้า เพื่อขัดผิว ส่วนคราบไคล และหนังกำพร้าชั้นบนออกไป แล้วจึงใช้ตัวยาเร่งการสร้างเซลล์ใหม่ ขึ้นมาทดแทน ช่วยให้รอยบุ๋มตื้นขึ้น
6. การรักษาด้วยวิธีการกรอแผลโดยใช้เครื่องเลเซอร์ ช่วยให้รอยบุ๋มตื้นขึ้น แต่ต้องใช้เวลาในการรักษาแผลค่อยข้างนาน
7. การฉีดสารสังเคราะห์โดยแพทย์ จะฉีดสารสังเคราะห์ เช่น อาติคอล หรือสาร HA เข้าไปในรอยแผล เพื่อให้รอยแผลเต็มขึ้น
เพียงเท่านี้ก็ลดรอยแผลขรุขระบนใบหน้าได้แล้ว.
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เทคนิคเก็บตกผิวเสีย หลังไดเอ็ต

ผิวหนังแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ ซึ่งมีเส้นใยอีลาสติน คอลลาเจน ที่ช่วยเพิ่มความยืดหนุ่นและความกระชับให้แก่ผิว และชั้นสุดท้ายคือชั้นใต้ผิวหนังซึ่งมีไขมันเป็นส่วนประกอบอยู่ เมื่อมีน้ำหนักตัวมากขึ้น เซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังจะยืดขยาย ทำให้เส้นใยอีลาสตินในชั้นหนังแท้ต้องขยายตาม และหากอ้วนนานเส้นใยอีลาสตินก็จะยืดตัวถาวร ส่วนคอลลาเจนจะเรียงตัวผิดปกติจากเดิมทำให้เกิดรอยแตกลาย ด้วยเหตุนี้หากคุณลดน้ำหนักมากๆ ในระยะเวลาอันสั้น คือ เกินกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ อาจทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อยเพราะผิวที่เคยยืดขยายหดตัวอย่างรวดเร็ว 

หลังลดน้ำหนักผิวของคุณจะหย่อนคล้อยมากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวที่ลดลงและอายุด้วย ในกรณีที่คุณยังอายุน้อยและลดน้ำหนักตัวมาก ผิวของคุณอาจหย่อนคล้อย แต่จะน้อยกว่าและฟื้นฟูสภาพผิวได้เร็วกว่าคนที่อายุมาก เพราะอายุที่มากขึ้นเป็นตัวแปรของปริมาณเส้นใยอีลาสตินและคอลลาเจนของผิวหนังที่น้อยลงเรื่อยๆ 

ผอมแบบไม่ทำร้ายผิว 

   ปัจจุบันมีวิธีการลดความอ้วนที่นิยมทำและส่งผลเสียต่อผิว เช่น กินยาลดความอ้วน การอดอาหาร และการตบสลายไขมัน การอดอาหารทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล เพราะไปลดปริมาณน้ำตาลในเลือดลง ส่วนการตบสลายไขมันที่ใช้ครีมและความร้อนจะมีผลต่อปริมาณน้ำในผิว ทำให้ผิวแห้ง เหี่ยว และในความเป็นจริงไขมันอยู่ลึกมาก การตบสลายไขมันนั้นนอกจากจะไม่สามารถกำจัดไขมันได้แล้ว ยังส่งผลให้ผิวชั้นหนังแท้และหนังกำพร้าช้ำอีกด้วย 

   การลดความอ้วนที่ไม่ส่งผลเสียต่อผิวนั้นน้ำหนักตัวจะต้องลดลงไม่เกิน 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ และลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี คือ ลดน้ำหนักโดยการเผาผลาญไขมันในชั้นผิวหนัง ไม่ใช่การลดน้ำหรืออาหารซึ่งอย่างหลังจะกระทบต่อปริมาณน้ำตาลภายในเลือดด้วย 

   วิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ งดแป้ง ไขมัน และออกกำลังกายร่วมด้วย โดยเฉพาะแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เพราะการออกกำลังกายเหล่านี้ช่วยให้เผาผลาญไขมันใต้ผิวหนังทั่วร่างกาย ส่วนการออกกำลังกายเฉพาะส่วนนั้นจะไปช่วยเผาผลาญไขมันในกล้ามเนื้อ 

วิธีแก้ “หย่อน ยาน ย้วย” 

   การฟื้นฟูผิวให้กลับกระชับดังเดิมจะได้ผลแค่ไหนขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่คุณปล่อยให้ผิวเสียด้วย ตัวอย่างเช่น ผิวเปลือกส้มหรือเซลลูไลท์ที่เกิดจากการหดตัวอย่างรวดเร็วของผิวหนัง หากทิ้งไว้นานเกินไปก็อาจหมดสิทธิ์รักษา ถ้าเป็นระยะเริ่มต้น แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญไขมันใต้ผิวหนัง และเลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี อี โคเอนไซม์คิวเทน และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรง ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้นมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดดี และลดปัญหาเซลลูไลท์ได้ 

   หากผิวยากจะฟื้นฟูและทำแล้วไม่เห็นผลอาจต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่รักษาได้ลึกถึงชั้นไขมัน โดยใช้ความร้อนไปจัดการก้อนไขมันให้แตกตัว เช่น ทำเลเซอร์ การใช้คลื่นความถี่วิทยุแบบขั้วเดียว ส่วนการทำคาร์บ็อกซี่จะช่วยในเรื่องเซลลูไลต์ โดยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้าไปใต้ผิวหนังจะจับตัวกับน้ำเกิดเป็นกรดคาร์บอนิกที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดเซลลูไลต์ แต่ต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล 

   นอกจากการกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบำรุงผิวแล้ว อาจจะหยิบจับผลไม้ใกล้มือ อย่าง ส้มเขียวหวานและองุ่น มาเพิ่มความกระชับให้ผิว 

วิธีทำให้ผิวกายขาวใส ด้วยสูตรธรรมชาติ

สำหรับสาวๆ คนไหนที่สำลังมองหาวิธีบำรุงผิวขาวใสดีๆ อยู่หล่ะก็วันนี้เรามีวิธีทำให้ผิวกายขาวใสมา ฝากกันค่ะ การมีผิวกายขาวเนียนใสคือความปรารถนาที่สาวๆ นับร้อยเฝ้าใฝ่ฝันอยากจะให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เป็นที่สุด และไม่ว่าจะมีโฆษณาผลิตภัณฑ์บำรุงชนิดไหนสาวๆ ทั้งหลายก็จะรีบไปหาซื้อมาใช้ในทันทีแต่ก็ช่วยให้แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่า นั้น แต่ว่าวันนี้คุณจะไม่ผิดหวังอีกต่อไปค่ะเพราะว่าวันนี้เราได้นำเอา วิธีทำให้ผิวกายขาวใส ด้วยสูตรธรรมชาติมาแนะนำให้ได้รู้กันค่ะ สำหรับ วิธีทำให้ผิวกายขาวใส นี้เป็นวิธีทางธรรมชาติที่คุณก็สารมารถทำได้ด้วยตัวเองและที่สำคัญไปกว่า นั้น วิธีทำให้ผิวกายขาวใส นี้ยังหาวัตถุดิบได้จากสมุนไพรใกล้ๆ มือคุณอีกด้วยนะค่ะ ถ้าอย่างนั้นแล้วเราเข้าไปดูวิธีทำให้ผิวกายขาวใสกันเลยดีกว่านะค่ะ เตรียมอุปกรณ์ของคุณให้พร้อมและเราก็เข้าไปสวยในแบบประหยัดๆ กันได้เลยค่ะ
  
วิธีทำให้ผิวกายขาวใส
จุดเด่นของสูตรนี้ คือ การนำเอาใบสะระแหน่และกะเพราซึ่งอุดมด้วย วิตามินเอ ซี อี และมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการอับเสบ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังมาใช้เพื่อช่วยให้ผิวกระจ่างสดใส พร้อมกับให้ความรู้สึกผ่อนคลายด้วย

ส่วนผสม

- ใบสะระแหน่ หรือใบกะเพราแดง 1 ถ้วย
- ครีมนมธัญพืช ทำจากเมล็ดถั่วเหลือง (แช่น้ำ 3-5 ชั่วโมง บดละเอียด ) -1 ถ้วย
- ไข่ขาว 2 ฟอง น้ำผึ้งบริสุทธิ์ น้ำโซดา (แช่เย็นจัด) 1 ถ้วย
- พิมเสน 1 ช้อนชา ปั่นรวมให้เข้ากันจนเป็นครีมข้น

วิธีทำ

นำสะระแหน่หรือใบกะเพราที่เตรียมไว้ใส่ลงไปปั่นรวมกับครีมนมธัญพืช จนเป็นเนื้อครีมข้น แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาพอกผิวกายหลังอาบน้ำ พักไว้ 15-30 นาที จึงล้างด้วยน้ำสะอาด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก healthcuisine

3 สูตรสวยด้วยธรรมชาติ

"โบท็อกซ์ คอลลาเจน ไอออนโต เอเอชเอ อัลตร้าโซนิค หรือเลเซอร์" ถึงแม้จะมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ใช่ว่าการดูแลตัวเองให้ดูดีนั้นจะต้องพึ่งเครื่องสำอางหรืออุปกรณ์ทัน สมัยเท่านั้น เพราะนอกจากสิ่งเหล่านี้จะมีราคาแพงแล้ว การฉีดสารต่างๆ เข้าไปที่ใบหน้าก็อาจลงท้ายด้วยภาวะแทรกซ้อนที่ไม่อาจเรียกกลับคืนมาเหมือน เดิมได้

ดังนั้นเราจึงมี เคล็ดลับดีๆ เพื่อดูแลความงามด้วยผักผลไม้จากธรรมชาติ ที่เรียกว่าสวยได้และประหยัดด้วยมาฝากค่ะ
  1. มันฝรั่งลดรอยคล้ำใต้ตา ถ้าช่วงไหนนอนน้อยจนรู้สึกว่าใต้ขอบตามีรอยคล้ำอยู่ล่ะก็ ลองใช้มันฝรั่งสดฝานเป็นแผ่นบางๆ แล้วนำมาแปะที่ใต้ตา ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที วิธีนี้จะช่วยทำให้ดวงตาสดชื่นและผิวกระจ่างใสขึ้นได้ 
  2. กล้วยลบริ้วรอย บดกล้วยหอมหรือกล้วยน้ำว้า พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่นแล้วจึงตามด้วยน้ำเย็นอีกที เพื่อปิดรูขุมขน เช็ดหน้าให้แห้งด้วยผ้าสะอาดเบาๆ
  3. สมุนไพรเติมความสดชื่น ช่วงที่หน้าตาร่วงโรย ต้องลองสูตรนี้ค่ะ โดยนำขิงสับละเอียด 1/4 ถ้วย ผักชีฝรั่งแห้งอีก 1/4 ถ้วย ผิวมะนาวที่ขูดแล้ว 1/2 ถ้วยจากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดเทรวมกันแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางมัดให้แน่นก่อนใส่ ในอ่างอาบน้ำ ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันตา เพราะขิงช่วยทำให้เลือดลมไหลเวียนดี แล้วกลิ่นหอมของมะนาวและผักชีฝรั่งแห้งนี่แหละที่ทำให้เราสดชื่นได้

บทความสุขภาพที่เีกี่ยวข้อง