ทารกเรียนรู้ภาษาที่สองได้ตั้งแต่แรกเกิด


สมองของเด็กมีช่วงเวลาทองของการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในแต่ละช่วงแตกต่างกันไป ถ้าเด็กไม่ได้เรียนรู้ในช่วงเวลานั้น ๆ การพัฒนาให้เต็มศักยภาพทำได้ยาก เพราะผ่านช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการพัฒนาเรื่องนั้น ๆ ไปแล้ว เช่น การเรียนรู้ภาษาที่ 2 ที่นอกเหนือไปจากภาษาแม่ เด็กจะเรียนได้ดีตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 7 ปี ถึงเด็กจะยังพูดไม่ได้ แต่เขาก็จะซึมซับภาษาเหล่านั้นจากการได้ยิน ได้ฟัง เมื่อเขาโตพอที่จะพูดได้ เขาก็จะสามารถออกเสียงภาษาเหล่านั้นออกมาได้ เหมือนเจ้าของภาษา หรือออกเสียงได้ใกล้เคียงมาก

สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับการพูด และภาษาคือ Broca’s area ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับที่พบเซลล์กระจกเงา และนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าความสามารถทางภาษา เป็นผลมาจากการทำงานของเซลล์ Mirror Neurone และมันจะทำงานตั้งแต่เด็กลืมตาดูโลก เมื่อแรกเกิดเด็กจะยังไม่รู้ภาษา แต่จากการที่ได้มองเห็นท่าทางของแม่ ได้ยินเสียงของแม่ เซลล์ Mirror Neurone จะค่อย ๆ เรียนรู้และทำความเข้าใจเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสียงพูดและท่าทางของแม่ ด้วยการสร้างภาพจำลองขึ้นในสมอง เกิดความรับรู้ เริ่มเข้าใจความหมาย ไปสู่การเลียนแบบเสียงพูด เลียนแบบท่าทาง น้ำเสียง เพื่อการสื่อสารโต้ตอบจนกระทั่งก้าวไปสู่การพัฒนาของภาษาและการสื่อสารที่สมบูรณ์ 

ดังนั้นการพูดคุยกับลูก การร้องเพลงกล่อมลูก การเล่านิทานอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ยังเล็ก ๆ จึงเป็นแบบอย่างของการใช้ภาษาและการสื่อสาร ที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ Mirror Neurone ของลูกน้อยทำงานได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

คุณค่าอาหาร เพื่อเสริมสร้างมหัศจรรย์แห่งพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์

คุณค่าอาหาร เพื่อเสริมสร้างมหัศจรรย์แห่งพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์
อายุครรภ์
อาหารและสารอาหารที่เหมาะสม
เดือนที่ 1
-ดื่มน้ำผลไม้สด หรือนมวันละ 1 แก้ว แต่หากแพ้ท้องมากควรงดนมไว้ก่อน
-รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะโฟเลต และอาหารประเภทปลาทะเลที่มีดีเอชเอ เช่น ปลาทูน่า หรือน้ำมันสกัดจากผลิตภัณฑ์ทางทะเล ที่จะส่งผลดีต่อระบบการทำงานของเซลล์สมองลูกน้อยในครรภ์
เดือนที่ 2
- คุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ จึงควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยง่าย มีโปรตีนสูง เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊ก
-ควรรับประทานผลไม้สด เป็นอาหารว่าง
เดือนที่ 3
คุณแม่บางท่านอาจเริ่มมีอาการท้องผูก จึงควรดื่มน้ำให้มากหรือรับประทานผักผลไม้มาก ๆ เพ่อช่วยเพิ่มเส้นใยที่จะช่วยให้ถ่ายง่ายขึ้น
เดือนที่ 4
ทารกในครรภ์เริ่มมีการสร้างกระดูกและฟัน คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว ควรเน้นอาหารประเภทโปรตีน และธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะมีอยู่ในตับ ไข่แดง นม ใบตำลึง ใบขี้เหล็ก ฯลฯ
เดือนที่ 5
เพราะสมองและระบบประสาทของลูกน้อยยังเจริญเติบโต คุณแม่ควรรับประทานสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อย ได้แก่ ดีเอชเอ โฟเลต สังกะสี และวิตามินบี 12 แหล่งอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารพัฒนาสมอง เช่น นม ไข่ เนื้อปลา อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ ผักใบเขียว เนื้อสัตว์ เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ
เดือนที่ 6
คุณแม่อาจจะเป็นตะคริวบ่อยครั้งในช่วงนี้ ควรดื่มน้ำให้มาก รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม และวิตามินสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ผักใบเขียว ไข่ นม ถั่วลิสง หรือเครื่องในสัตว์
เดือนที่ 7
ช่วงนี้คุณแส่จะต้องการพลังงานจากสารอาหารมาขึ้น คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น นม ไข่ เนื้อปลา ปลาเล็กปลาน้อย ผัก และผลไม้ เพื่อสะสมสารอาหารที่จำเป็นไว้สำหรับเตรียมให้น้ำนมกับลูกหลังคลอด
เดือนที่ 8
เริ่มมีการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง และจะมีการสร้างต่อไปอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังคลอด คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารพัฒนาสมอง เช่น นม ไข่ เนื้อปลา อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ ใบเขียว เนื้อสัตว์ เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ
เดือนที่ 9
คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นแคลเซียมเพื่อใช้ในการสร้างน้ำนมให้เพียงพอหลังคลอด และควรรับประทานธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ อาหารทะเล นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง งา ฯลฯ ให้มาก เพื่อเพิ่มปริมาณโลหิตที่จะต้องสูญเสียในขณะคลอด






Baby Signs กับการหัดพูดของลูก

Baby Signs หรือภาษาท่าทางของเด็กก่อนวัยพูดได้ เป็นศาสตร์ในการเรียนรู้เรื่องของเทคนิค การสื่อสารกับเด็กก่อนพูดที่มีมานานกว่า 20 ปีแล้ว ดร.ลินดา อเครโดโล่ และ ดร.ซูซาน กู๊ดวิน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย California at Davis ประเทศสหรัฐอเมริกา คือผู้ค้นพบศาสตร์แขนงนี้ โดยเริ่มจากการสังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกตัวเองที่พยายามใช้ภาษาท่าทางในการสื่อสารกับผู้อื่น จึงเป็นแรงผลักดันให้นักจิตวิทยาทั้งสองศึกษาเชิงวิชาการ เพื่อสังเกตว่าเด็กทุกคนสามารถสื่อสารและฝึกฝนการใช้ Baby Signs ได้หรือไม่ จากการค้นคว้าพบว่า เด็กทารกสามารถสื่อสารด้วยท่าทาง และสามารถฝึกสอน Baby Signs ได้ทุกคน

Baby Signs เปรียบคล้ายกับ “อวัจนภาษา” ซึ่งก็คือภาษาท่าทาง เช่น เมื่อพอใจเราก็สอนให้เด็กยิ้ม หัวเราะ ให้ทำหน้าบึ้งเมื่อโกรธ และร้องไห้เมื่อเจ็บ ซึ่งการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นการสื่อสารผ่านท่าทางทั้งสิ้น เพียงแต่ในการเรียนรู้ Baby Signs ตามระบบของ Dr.Linda Acredolo และ Dr.Susan Goodwyn นั้น จะมีท่าทางที่เป็นมาตรฐานตามสากลที่สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้ทั่วโลก แต่ในความเป็นจริง หากพ่อแม่มีความใกล้ชิดกับลูก และศึกษาลูกของตัวเองอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าเด็กแต่ละคนจะมีท่าทางในการแสดงออก Signs ในแบบฉบับของเขาเอง เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่และผู้ใกล้ชิดต้องพยายามสังเกตท่าทางของเด็ก และดูพฤติกรรมการทำซ้ำ ๆ ของเด็กว่าต้องการสื่อสารถึงอะไร แล้วตอบสนองเขา จากนั้นก็หาท่าทางใหม่ ๆ สอนเขาเพิ่มเติม

Baby Signs ในครอบครัวไทย
ความจริงแล้วนั้นในสังคมไทยมีการสอนภาษาท่าทางให้เด็กกันอยู่แล้ว เช่น การสอนให้เด็กสวัสดี สาธุ บ๊ายบาย ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็น Baby Signs ทั้งสิ้น เพียงแต่เราหยุดการสอนไว้เพียงเท่านี้ ไม่ได้ขยายการสอนคำศัพท์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น คำแสดงอากัปกิริยา อย่างกินข้าว อิ่ม เสร็จแล้ว ขอบคุณ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะบางคนอาจจะคิดว่าการเรียนรู้ภาษาท่าทางจะทำให้เด็กพูดช้า ทั้งที่จริงแล้วมีข้อมูลการวิจัยไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าเด็ก ๆ ที่ได้เรียน และฝึกภาษาท่าทางก่อนวัยพูดนั้น จะพูดได้เร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

ทำไม Baby Signs ช่วยให้เด็กพูดได้เร็ว
ผู้เชี่ยวชาญทางการฝึกพูดอธิบายว่า ก่อนที่เด็กจะพูด เขามีความต้องการที่จะสื่อสารแล้วด้วยการออกเสียง แต่กล้ามเนื้อบริเวณปากยังไม่พัฒนา จึงยังพูดเป็นคำไม่ได้ ได้แต่ร้องอ้อแอ้ซึ่งพ่อแม่ไม่เข้าใจ เขาจึงใช้ภาษาท่าทางที่สื่อสารด้วยมือ ซึ่งพัฒนาก่อนการใช้ปาก การสอนท่าทางให้ลูกพร้อมการพูดไปด้วยนั้น เมื่อกล้ามเนื้อปากพร้อมที่จะพูด ลูกจะพูดได้เลยและพูดได้เร็ว เพราะรู้จักคำศัพท์ต่าง ๆ แล้ว เด็กที่พูดได้แล้วจะไม่ใช้ท่าทางสื่อสารอีกต่อไป แต่จะสื่อสารด้วยการพูดแทน ซึ่งต่างจากเด็กที่รอกล้ามเนื้อปากพร้อมในอายุ 1 ขวบขึ้นไป แล้วค่อยสื่อสารเขาจะพูดได้ช้ากว่า
Baby Signs จึงมีส่วนช่วยให้เด็กพูดได้เร็วขึ้น และรู้จักคำศัพท์มากขึ้น

เทคนิคการสอน Baby Signs
ผู้ใหญ่สามารถกำหนด Baby Signs ขึ้นมาใช้ในครอบครัวของตัวเองได้ โดยเมื่อทำท่าทางหรือ Signs เราต้องพูดคำ ๆ นั้นกำกับตามไปด้วย เช่น ทำท่าแตะหัว (บอกว่า “หมวก”) ทำท่าชี้ตา (บอกว่า “ดู”) เป็นต้น เด็กจะเกิดการเชื่อมโยงท่ามือกับภาษาพูด ที่สำคัญ ต้องทำให้สนุก ไม่เคร่งเครียด

บทบาทคุณพ่อต่อลูกน้อยแรกคลอด


ความเป็นพ่อเริ่มต้นอย่างสมบูรณ์เมื่อลูกน้อยคลอดออกมา ซึ่งลูกน้อยต้องการการดูแลจากคนเป็นพ่อไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนเป็นแม่ จากการศึกษาพบว่า พ่อที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของลูกยิ่งมากเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งมีสุขภาพที่แข็งแรง ฉลาด และมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ดังที่มีผลการศึกษามากมายแสดงถึงผลดีของการที่พ่อมีส่วนร่วมในชีวิตของลูก ไม่ว่าจะเป็น

พ่อที่แสดงความรักและใช้เวลากับลูกบ่อย ๆ จะช่วยให้ทารกมีความรู้สึกผูกพันและมีความรู้สึกมั่นคง
เด็กทารกที่พ่อมีส่วนในการดูแลเรื่องสุขอนามัย เช่น เปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำ ป้อนนม ป้อนข้าว ป้อนอาหาร ฯลฯ จะมีแนวโน้มในการพัฒนาระบบประสาท การแก้ปัญหา และทักษะทางภาษาดีกว่า

การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางกายภาพดีขึ้น มีความสามารถในการเรียนรู้ และมีทักษะทางสังคมดี เด็กที่พ่อมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ จะมีพัฒนาการในการเรียนรู้ดี มีความนับถือตัวเองสูง สามารถควบคุมตัวเองได้ดี มีทักษะชีวิต และทักษะทางสังคมที่ดีกว่า และมีปัญหาด้านพฤติกรรมน้อยกว่า ลูกต้องการพ่อขนาดนี้ เพราะฉะนั้นได้เวลาเตรียมตัวเป็นคุณพ่อขวัญใจของคุณแม่และลูกน้อยกันแล้ว

10 เรื่องที่แม่ตั้งครรภ์ต้องการจากพ่อ


1.    ต้องการให้คุณพ่อพาไปฝากครรภ์ หรือไปพบแพทย์ทุกครั้ง เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งแค่ไหน แต่ช่วงตั้งครรภ์จิตใจคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงง่าย และต้องการคนสำคัญมาช่วยดูแล มาช่วยกันซักถามแพทย์และแสดงให้เห็นว่าแม่และลูกในครรภ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตเขา ช่วงนี้เป็นเวลาที่คุณพ่อจะแสดงความรัก ความห่วงใยต่อคุณแม่ได้ดีที่สุด
2.    แสดงออกให้รู้ถึงความรักความห่วงใย เช่น ถามไถ่ “เป็นอย่างไรบ้างวันนี้” “เดินช้า ๆ นะครับ” “อยากได้อะไรก็บอกนะจ๊ะ” ฯลฯ หรือเตือนให้กินยาตามที่แพทย์สั่งให้ หรือถือโอกาสนี้รับหน้าที่จัดการเรื่องการกินให้คุณแม่ ถามไถ่เธอว่าอยากกินอะไรแล้วก็ช่วยจัดมื้ออาหารคุณภาพที่เหมาะสมกับแม่ตั้งครรภ์ให้แก่เธอด้วย เธอจะมีความสุข และยินดีรับประทานอาหารนั้นแม้จะมีอาหารบางอย่างไม่ชอบก็ตาม
3.    ช่วยนวดคลายปวดเมื่อย ด้วยสรีระร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป และท้องที่โตขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้แม่ตั้งครรภ์เกิดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเอว ฯลฯ ถ้าว่าที่คุณพ่อช่วยบีบนวดให้บ้างช่วงก่อนนอน ถามไถ่คุณแม่ว่าปวดเมื่อยที่ไหน จะช่วยผ่อนคลายให้คุณแม่ได้อย่างดีเยี่ยม หายเมื่อทั้งร่างกาย และจิตใจก็แจ่มใส ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ลูกน้อยในครรภ์ด้วย
4.    ช่วยทำงานบ้าน ผู้ชายส่วนใหญ่อาจไม่ชอบการทำงานบ้าน แต่ไม่ว่าจะเป็นช่วงตั้งครรภ์หรือไม่ ก็ควรช่วยภรรยาทำงานบ้านบ้าง แต่ในช่วงที่เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรช่วยให้มากขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่ต้องใช้แรงหรือกำลัง เช่น ยกข้าวของ ให้เป็นหน้าที่ของว่าที่คุณพ่อ และจะทำให้คุณพ่อรู้ว่าการทำงานบ้านนั้น เป็นงานหนักอย่างหนึ่ง จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณแม่ตามลำพัง
5.    เป็นเพื่อนดูแลยามค่ำคืน ในตอนกลางคืน คุณแม่อาจเผชิญกับอาการอึดอัด แน่นท้อง ทำให้ไม่สบายตัว นอนไม่หลับ หรือต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ การตื่นขึ้นมากลางคืนตามลำพัง อาจสร้างความรู้สึกอ้างว้างแก่คุณแม่ได้ แต่หากคุณพ่อจะได้ตื่นขึ้นมาเป็นเพื่อน ถามไถ่อาการคอยช่วยเหลือ จะทำให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้น
6.    ช่วยเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ โดยเฉพาะของใช้ลูก การมีคุณพ่อคอยช่วยเลือก คอยแสดงความคิดเห็นกับการซื้อของให้ลูกนั้น สร้างความสุขใจให้คนเป็นแม่ได้เป็นอย่างดี
7.    สัมผัสท้อง พูดคุยกับลูกในท้อง การมีคนที่รักมาสัมผัสลูบท้องพูดคุยกับลูกในท้องอย่างสม่ำเสมอ เป็นความสุขของคนเป็นแม่ และส่งผลดีต่อพัฒนาการของลูกในครรภ์ด้วย
8.    เป็นกำลังใจยามคลอด เมื่อถึงเวลาเจ็บครรภ์คลอด โดยเฉพาะคุณแม่ที่คลอดครั้งแรก มักจะเกิดความรู้สึกกลัว วิตกกังวล ถ้าคลอดในโรพยาบาลที่อนุญาตให้คุณพ่อเข้าไปในห้องคลอดได้ ก็ขอแนะนำให้คุณพ่อเข้าไปอยู่ในห้องคลอดด้วย เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณแม่ การได้รับกำลังใจจากคนเป็นสามีอยู่เสมอ จะช่วยให้คุณแม่มีภูมิต้านทานกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งอาจจะไม่เกิดขึ้นเลย หรือเกิดเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วหายไป เพราะคุณแม่มีพื้นฐานทางจิตใจที่ดีตลอดการตั้งครรภ์ คือ ไม่เครียด ได้รับความอบอุ่นจากคุณพ่อ มีความสุขและความมั่นคงทางจิตใจ
9.    มารับแม่-ลูกกลับบ้าน หลังจากผ่านช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ คือให้กำเนิดลูกน้อยออกมาลืมตาดูโลก คุณพ่อคุณแม่ก็ได้ชื่นชมลูกน้อยที่เฝ้ารอมา 9 เดือน ความเหน็ดเหนื่อยของคุณแม่หายไปเกือบหมด และเมื่อถึงวันกลับบ้าน คุณแม่ทุกคนต่างก็ต้องการให้คุณพ่อมารับกลับบ้าน พาลุกพาคุณแม่ที่เพิ่งคลอดกลับไปอวดญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านที่คอยต้อนรับอยู่
10.  ช่วยเลี้ยงลูก การเลี้ยงลูกแรกเกิดถือเป็นภาระที่หนักเอาการ ช่วงนี้คุณพ่อควรแบ่งเบาภาระของคุณแม่ ช่วยชงนม ล้างขวดนม หรือช่วยซักผ้าอ้อม ฯลฯ จะช่วยให้คุณแม่เหนื่อยน้อยลง และยังทำให้บรรยากาศในครอบครัวอบอุ่นและผูกพันกันมากขึ้น เพื่อให้รู้วิธีการเลี้ยงดูลูก คุณพ่อควรเข้าอบรมความรู้เรื่องการดูแลลูกหลังคลอดด้วย จะได้ช่วยเลี้ยงดูลูกน้อยได้อย่างถูกวิธี เพราะถ้าคุณพ่อได้มีส่วนช่วยดูแลคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ และดูแลลูกน้อย จะก่อให้เกิดความรักและความผูกพันระหว่างพ่อแม่และลูกน้อยไปอีกยาวนาน

บทความสุขภาพที่เีกี่ยวข้อง