๑๐ เคล็ดลับในการให้ลูกกินนมจากอกแม่ได้ครบหนึ่งปี


ถึงแม้สมาคมกุมารเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาและองค์กรทางการแพทย์อื่นๆ จะให้คำแนะนำไว้อย่างชัดเจนว่า ทารกควรจะได้กินนมจากอกแม่จนกระทั่งอายุครบ ๑ ขวบ แต่มีแม่และทารกจำนวนไม่มากที่สามารถทำได้สำเร็จ แม้ว่าแม่ลูกอ่อนในสหรัฐอเมริกามากกว่า ๗๐% จะให้ลูกกินนมจากอกแม่ตอนแรกคลอด แต่มีเพียง ๑๖% เท่านั้นที่ยังคงให้ลูกกินนมจากอกแม่ตอนอายุ ๑ ขวบ เหตุผลที่คุณแม่จำนวนมากไม่สามารถทำได้สำเร็จตามเป้าหมายเป็นเรื่องซับซ้อน อาจเป็นเพราะสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวไม่ได้ช่วยส่งเสริมการให้ลูกกินนมจากอกแม่มากพอ 

การมีทางเลือกอื่นที่ง่ายกว่าเวลาเกิดปัญหาหรือความลำบากในการให้นม และการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพของเด็กกินนมแม่ซึ่งจะ แตกต่างจากเด็กกินนมขวดอย่างมหาศาล และเหตุผลอื่นๆ แต่คุณแม่ที่ตั้งใจจริงส่วนใหญ่จะสามารถให้ลูกกินนมจากอกแม่ได้จนครบปีหรือ นานกว่านั้น บทความนี้จะให้คำแนะนำและเคล็ดลับที่จะทำให้คุณแม่ไปถึงเป้าหมายได้

๑. ขอความช่วยเหลือ
ถึง แม้คุณแม่ส่วนใหญ่จะได้เริ่มให้ลูกกินนมแม่จากอกแม่หลังคลอด แต่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะไม่เคยมีประสบการณ์ตรงในการให้นมลูกมาก่อน ความเปลี่ยนแปลงที่คุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญหลังคลอดบุตรเป็นเรื่องที่ยากจะ คาดเดา และบ่อยครั้งก็น่าประหลาดใจ หลักการทางทฤษฎีในการวางแผนให้ลูกกินนมจากอกแม่อาจจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับการให้นมลูกในทางปฏิบัติ ดังนั้นการได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการให้ ลูกกินนมจากอกแม่จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายใจและมั่นใจมากขึ้น
หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการขอความช่วยเหลือ คือการเข้าร่วมประชุม ในระหว่างตั้งครรภ์ ผู้นำที่มีประสบการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าคุณแม่ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของ LLL ก่อน ทารกคลอดมักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการให้นมลูกน้อยกว่า เพราะพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของการให้ลูกกินนมจากอกแม่มากกว่า และถ้าพวกเขาเจอปัญหาหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด คุณแม่ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของ LLL แล้ว ก็มักจะไม่ลังเลใจที่จะโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือผู้นำ LLL ที่พวกเขารู้จัก
การให้สมาชิกในครอบครัวและเพื่อนๆ ได้รับรู้เกี่ยวกับเป้าหมายของการให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของคุณก็อาจจะช่วย ได้มาก ตอนที่ยูนิที ดีนส์เริ่มตั้งครรภ์ลูกแฝด เธอเขียนรายการเหตุผลต่างๆ อธิบายว่าทำไมลูกทั้งสองของเธอจำเป็นต้องได้กินนมแม่ เพื่อทำให้ คลี สามีของเธอเข้าใจถึงเป้าหมายในการให้ลูกกินนมจากอกแม่ของเธอ การเตรียมการล่วงหน้าของยูนิทีมีความหมายมาก เพราะตอนที่พวกเขาประสบกับปัญหาในช่วงสัปดาห์แรกๆ เธอได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสามี “เขารู้สึกประหลาดใจมากที่มีเหตุผลมากมายขนาดนั้น” เธอกล่าว

๒. หัดให้ลูกกินนมจากอกนมแม่ในที่สาธารณะ
การฝึกหัดที่จะให้ลูกกินนมจากอกแม่ในที่สาธารณะอาจจะเป็นเรื่องลำบากมาก โดยเฉพาะในชุมชนที่การให้ลูกกินนมจากอกแม่ไม่ใช่เรื่องปกติ ผู้หญิงที่รู้สึกไม่มั่นใจที่จะให้นมลูกในที่สาธารณะมักจะมีปัญหาในการให้ ลูกกินนมจากอกแม่จนถึงหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น ถ้าคุณแม่ไม่ต้องการให้นมลูกในที่สาธารณะ ก็ควรจะต้องลดกิจกรรมนอกบ้านลง หรือจะต้องปั๊มนมออกมาเก็บไว้เพื่อให้ลูกกินนมจากขวด ทั้งสองวิธีอาจจะเป็นเรื่องน่าอึดอัดและจำกัดสายสัมพันธ์ของการให้ลูกกินนม จากอกแม่
คุณแม่บางคนรู้สึกว่าเสื้อให้นมมีประโยชน์มากเวลาให้นมลูกในที่สาธารณะ ในขณะที่บางคนก็รู้สึกว่าการให้นมลูกโดยการเปิดเสื้อขึ้นจากด้านล่างและจับ ให้ทารกบังผิวหนังที่เปิดเผยก็สะดวกพอๆ กัน คุณแม่จำนวนมากเพิ่มความมั่นใจโดยการหัดให้นมในที่ที่ตนเองเคยชิน (เช่น ในการประชุม LLL) หรือ ฝึกหัดหน้ากระจกเพื่อดูว่าสิ่งที่คนอื่นเห็นเป็นอย่างไร บางครั้งการมีคนสนิทไปเป็นเพื่อนในการออกนอกบ้านช่วงแรกๆ อาจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกมั่นใจมากขึ้น “ถึงแม้คนจะรู้ว่าเรากำลังให้นมลูก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่” ยูนิทีกล่าว “พยายามสร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา ว่าคุณกำลังให้นมลูก คุณกำลังทำให้ลูกสบายใจ นั่นคือหน้าที่ของเต้านมของคุณ”

บ่อยครั้งคุณแม่ก็อาจจะได้รับกำลังใจสำหรับความสัมพันธ์ของการให้ลูกกินนมจากอก แม่จากคนแปลกหน้าที่ได้เห็นเธอให้นมลูก ดอว์น เบิร์ค ผู้นำ LLL ในรัฐจอร์เจียเล่าว่า “ฉันรู้สึกไม่มั่นใจกับการให้นมลูกในที่สาธารณะตอนมีลูกคนแรก” ตอน ที่ลูกของเธออายุประมาณ ๘ เดือน พวกเขาไปตลาดนัดที่ขายผักผลไม้ด้วยกัน ลูกของเธออยากกินนมแม่เต็มที่ ดอว์นหาจุดที่ค่อนข้างปลอดคน ตรงลังใส่นมใกล้ๆ กับที่พักพนักงานและคนทั่วไป เธอนั่งลงให้นมลูก พนักงานชายสูงอายุคนหนึ่งเดินเข้ามาและกล่าวชมการให้นมลูกของเธอเสียงดัง “ดีจังที่เห็นคุณให้ลูกกินนมแม่” ดอว์นเล่าว่าเขาพูดว่า “ผมมาจากประเทศอินเดีย” เขาบอกต่อไปว่า “และที่นั่นการให้ลูกกินนมจากอกแม่เป็นเรื่องสำคัญมาก คุณให้ลูกกินนมแม่ต่อไปนะ มันดีมากๆ” ตอนนนี้ดอว์นกล่าวว่า “ฉันบอกคุณแม่ทั้งหลายให้รับความช่วยเหลือและกำลังใจจากทุกที่ที่หาได้” 

๓. หลีกเลี่ยงการใช้ขวดนมและจุกนมเทียม
มีทารกบางคนสามารถใช้ขวดนมและจุกนมเทียมและยังสามารถกินนมจากอกแม่ต่อเนื่องได้จนถึง ๑ ขวบ แต่หนังสือ “THE BREASTFEEDING ANSWER BOOK” ระบุ ว่าการตอบสนองความต้องการในการดูดของทารกด้วยสิ่งอื่นนอกเหนือจากเต้านมมี โอกาสทำให้เกิดการหย่านมเร็วกว่าที่ควร การใช้จุกนมยางในช่วงสัปดาห์แรกๆ สามารถรบกวนความสามารถของทารกในการดูดนมจากอกแม่
LLL แนะ นำให้หลีกเลี่ยงการใช้จุกนมยางในช่วงสัปดาห์แรกๆ ซึ่งอาจจะทำให้คุณแม่รู้สึกสับสนกับคำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่ง สหรัฐอเมริกา ที่บอกว่าทารกควรจะนอนหลับไปพร้อมกับจุกนมเทียมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรค ไหลตายในเด็ก (Sudden Infant Death Syndrome หรือ SIDS) LLL เชื่อ ว่าคำแนะนำนี้ไม่ได้พิจารณาหลักการสำคัญเกี่ยวกับการกินนมจากอกแม่ และจะเกิดผลเสียต่อพัฒนาการของความสัมพันธ์ในการกินนมจากอกแม่ในระยะยาว ประกาศที่ออกโดย LLL ระบุว่า

จุกนมเทียมคือสารสังเคราะห์ที่นำมาทดแทนสิ่งที่เต้านมทำได้โดยธรรมชาติ ทารกที่กินนมจากอกแม่มักจะกินนมจนหลับไปทั้งตอนนอนกลางวันและตอนกลางคืน การใช้จุกนมเทียมตามที่สถาบันกุมารเวชศาสตร์แนะนำอาจจะทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง เนื่องจากเต้านมได้รับการกระตุ้นน้อยลง และอาจจะมีผลต่อระยะเวลาของการรให้ลูกกินนมจากอกแม่ อีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าจุกนมเทียมเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทารก ทำไมถึงไม่ใช้สิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งก็คือ เต้านม นั่นเอง

๔. หาวิธีให้คุณพ่อได้มีส่วนร่วม
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คุณแม่มือใหม่ตัดสินใจปั๊มนมใส่ขวดให้ลูกกินแทนการให้กิน จากอกแม่ก็คือ พวกเขาอยากให้คุณพ่อได้มีส่วนร่วมในการให้นมลูกโดยใช้ขวดด้วย แต่การให้นมโดยใช้ขวดบ่อยๆ อาจนำไปสู่การหย่านมเร็วกว่าที่ควร ดังนั้นการหาวิธีอื่นที่คุณพ่อจะสามารถเชื่อมโยงกับทารกได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ หลายครอบครัวใช้การอาบน้ำหรือนวดตัวให้ทารกเป็นโอกาสพิเศษที่จะสร้างความ ผูกพันระหว่างพ่อกับลูก เพราะทารกมีโอกาสสัมผัสเนื้อแนบเนื้อกับพ่อและทำให้เขารู้สึกสบาย
ซินดี้ โฮเวิร์ด ผู้นำ LLL ใน รัฐแคลิฟอร์เนีย เล่าว่าสามีของเธอไม่ชอบให้ลูกสาวกินนมจากขวด เพราะลูกๆ จะทำท่าเหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ตอนที่เกว็นลูกสาวคนเล็กยังเป็นทารก จอห์นสร้างความผูกพันโดยการนวดเท้าให้เธอในระหว่างที่ภรรยาของเขาเข้าชั้น เรียนออกกำลังกายตอนเช้า
เจนนิเฟอร์ โมควิน ผู้นำ LLL ใน รัฐเพนซิลเวเนีย ให้แอนโทนีสามีของเธออยู่กะดึกกับลูกสาวที่ไม่ค่อยยอมนอนตอนกลางคืน เธอจะให้นมลูกและนอนพักซักงีบ ในขณะที่คุณพ่ออุ้มลูกเดินไปเดินมา เปิดเพลงพิเศษให้เธอฟังและชวนให้เธอดูรูปตัวเองที่ติดอยู่ที่ผนัง “เธอสงบและผ่อนคลาย แต่ก็ตาสว่างเต็มที่” เจนนิเฟอร์บอก “มันเป็นเวลาที่ดีมากสำหรับทั้งคู่” 

๕. สร้างจังหวะประจำวัน
กำหนดการที่เคร่งครัดอาจทำให้คุณแม่ตอบสนองความต้องการของทารกได้ไม่ดีเท่าที่ควร กำหนดการเหล่านี้ยังอาจทำให้ปริมาณน้ำนมลดลงได้ เพราะเอาน้ำนมออกจากเต้านมได้น้อยครั้งลง คุณแม่อาจรู้สึกสับสนเวลาได้ยินคำพูดว่า ทารก “ควรจะ” ได้กินนมจากอกแม่ ๘–๑๒ ครั้งใน ๒๔ ชั่วโมง หรือทารก “ควร” ได้กินนมจากอกแม่ ๑๐–๑๕ นาที ในขณะที่ลูกของตนเองไม่ได้ทำตามนี้ หนังสือ THE BREASTFEEDING ANSWER BOOK เขียนไว้ว่า “ระยะ เวลาในการให้นมลูกจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับบุคลิกของทารกและอายุของพวกเขา ลักษณะการกินนมจากอกแม่ของทารกอาจจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเมื่อเขาโตขึ้น” คุณ แม่หลายๆ คนรู้สึกว่าสถานการณ์ดีขึ้นถ้าพวกเขาเลิกสนใจที่จะจ้องดูนาฬิกาและนับจำนวน ครั้งที่ลูกกินนม ถ้าลูกของคุณมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม คุณแม่ก็แค่คอยสังเกตดูความต้องการของลูก ก็เพียงพอแล้ว

แต่สำหรับแม่ลูกบางคู่ ตารางเวลาที่ตายตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ คุณแม่สามารถจะค่อยๆ กำหนดแบบแผนขึ้นได้โดยกำหนดตารางเป็นเวลาให้ทารก การมีลำดับที่แน่นอนสำหรับกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น การอาบน้ำ ไปเดินเล่น อ่านหนังสือ จะช่วยให้ทารกและคุณแม่หาจังหวะที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ทารกบางคนอาจจะไม่ยอมรับการให้กินนมจากอกแม่เป็นเวลาเมื่อเขาโตขึ้น ในขณะที่เด็กบางคนจะยังคงต้องการกินนมจากอกแม่บ่อยๆ ตลอดทั้งวันอยู่ต่อไป

๖. ให้นมลูกเพื่อปลอบโยน
คุณแม่บางคนกังวลว่าการให้ลูกกินนมจากอกแม่เพื่อช่วยปลอบลูกเวลาที่เขาหงุดหงิด ไม่สบายใจจะทำให้ทารกสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับอาหารไปในทางที่ไม่ เหมาะสม พวกเขากังวลว่าลูกจะใช้อาหารเป็นเครื่องระบายอารมณ์มากว่าจะกินเพื่อตอบสนอง ความหิวทางกาย พวกเขาอาจจะเชื่อว่าการพยายามแยกอาหารออกจากอารมณ์เป็นเรื่องที่ดีกว่า แต่ถ้าเราซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง เราจะพบได้ว่า พวกเราทุกคนมีความเชื่อมโยงทางอารมณ์ด้านใดด้านหนึ่งกับอาหารชนิดใดชนิด หนึ่ง ซินดี้ โฮเวิร์ด ผู้ซึงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้นมที่มีใบอนุญาตระดับนานาชาติยกตัวอย่าง ของเค้กวันเกิดว่า ขนมเค้กแทบจะไม่มีคุณค่าทางอาหารใดๆ ที่เป็นประโยชน์ แต่องค์ประกอบทางอารมณ์ที่ได้จากการฉลองร่วมกับคนอื่นต่างหาก ที่เป็นคุณค่าของเค้กวันเกิด

เวลาที่คุณให้ลูกกินนมจากอกเพื่อปลอบโยนลูก คุณกำลังกระตุ้นให้เขาหันมาหาคุณเวลาที่เขารู้สึกไม่สบายใจ แทนที่จะหันไปหาสิ่งของที่ไม่ใช่มนุษย์ การได้ติดต่อกับมนุษย์มีความสำคัญมากกว่าน้ำนม นอกจากนี้การให้ลูกกินนมจากอกแม่ยังช่วยให้ปริมาณน้ำนมไม่ลดลง และช่วยกระตุ้นเตือนทารกว่า เขาจะสามารถทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นได้โดยการกินนมจากอกแม่

๗. รับรู้สัญญาณของการอดนมประท้วง (Nursing Strike)
มีบางช่วงเวลาที่ทารกจะรู้สึกอยากกินนมจากอกแม่มากขึ้นหรือน้อยลง แต่ไม่ใช่เรื่องปกติที่ทารกจะอยากหย่านมก่อนอายุ ๑ ขวบ มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณแม่บางคนจะคิดว่าลูกน้อยของเธอกำลังจะ “หย่านม” แต่ความจริงทารกกำลัง “อดนมประท้วง” (Nursing Strike) หรือกำลังมีพัฒนาการด้านอื่นๆ อย่างมากจนทำให้พวกเขารู้สึกสนใจที่จะกินนมจากอกแม่น้อยลง หนังสือ THE BREASTFEEDING ANSWER BOOK กล่าวไว้ว่าการอดนมประท้วงมักจะพบได้บ่อยในทารกช่วงอายุ ๓-๘ เดือน
กุญแจสำคัญที่จะหลีกเลียงการหย่านมโดยไม่ตั้งใจคือการรับรู้และจัดการกับการอดนมประท้วงอย่างเหมาะสม มอลลี่ รีเมอร์ ผู้นำ LLL ใน รัฐมิสซูรี บอกว่าตอนที่แลนน์อายุ ๕ เดือน เขาไม่ยอมกินนมจากอกแม่ตอนที่เขาตื่นเป็นเวลา ๑ สัปดาห์ เพราะเขาเป็นหวัด เขาหงุดหงิดและอึดอัดมากเพราะคัดจมูก เขาหายใจไม่สะดวกเวลากินนมจากอกแม่ เขาจึงปฏิเสธการกินนมจากอกแม่โดยสิ้นเชิง มอลลีให้แลนน์กินนมจากอกแม่วลาที่เขานอน และทดลองวิธีต่างๆ เพื่อทำให้เขากลับมายอมกินนมตอนกลางวัน การให้กินนมในระหว่างที่มีการเคลื่อนไหวช่วยได้มาก ดังนั้นมอลลี่จึงให้นมในระหว่างที่อุ้มเขาเดินไปมา ตอนนี้แลนน์อายุสองขวบแล้วและยังกินนมจากอกแม่เป็นประจำ 

อีกช่วงเวลาหนึ่งที่จะดูคล้ายกับการหย่านมแต่ไม่ใช่ คือช่วงประมาณ ๖ เดือน ตอนที่ทารกเริ่มจะเคลื่อนไหวเองได้และเริ่มรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวมากขึ้น บางสิ่งอาจจะดึงดูดความสนใจของพวกเขาไปจากการกินนมจากอกแม่ คุณแม่บางคนพบว่าการให้ลูกกินนมถี่ขึ้น พาเขาเข้าไปให้นมในห้องมืดๆ หรืออาศัยช่วงเวลาตอนกลางคืนในการให้นมลูก จะช่วยให้พวกเขาผ่านปัญหาช่วงนี้ไปได้ บ่อยครั้งที่ทารกปฏิเสธการกินนมจากอกแม่ เพราะมีสิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจเกิดขึ้น เช่น การป่วย ฟันขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงในครอบครัว เช่น การย้ายบ้าน หรือบางครั้งทารกก็อาจจะอยากหย่านมก่อนอายุ ๑ ขวบ แต่มักจะเกิดขึ้นไม่บ่อย ประโยชน์ของการให้ลูกกินนมจากอกแม่ต่อสุขภาพของทารกมีความสำคัญมาก มันจึงคุ้มค่าที่จะพยายามทำให้ทารกไม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การ หยุดกินนมจากอกแม่โดยสิ้นเชิง 

๘. ค่อยๆ จัดการไปทีละวัน
คุณแม่บางคนเป็นนักวางแผน พวกเขาต้องการตัดสินใจว่าทารกควรจะกินนมจากอกแม่นานเท่าไรตั้งแต่ทารกยังไม่คลอด พวกเขาคิดว่า “ฉันไม่ต้องการให้ลูกกินนมจากอกแม่จนถึง ๓ ขวบ ดังนั้นฉันจะต้องให้ลูกหย่านมตอนนี้” คุณ แม่คนอื่นอาจจะวางแผนให้ลูกกินนมจากอกแม่จน ๑ ขวบหรือนานกว่านั้น แต่อาจจะรู้สึกว่ารับมือกับสถานการณ์ไม่ได้ในช่วงแรกๆ จนรู้สึกกลัวว่าจะไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้
แทน ที่จะตัดสินใจไปล่วงหน้าอย่างเด็ดขาด พยายามค่อยๆ จัดการไปทีละวัน ตอนที่ลูกของคุณเป็นทารกแรกคลอด ภาพของการต้องให้นมลูกวัย ๑๒ เดือนตัวใหญ่เบิ้มอาจจะน่าหวั่นใจ แต่เมื่อคุณแม่ช่วยลูกเป่าเค้กวันเกิดฉลอง ๑ ขวบ คุณจะเห็นว่าลูกของคุณก็ไม่ได้ตัวโตขนาดนั้น
เอเรียล วาเลนเซีย คุณแม่จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ใช้วิธี “ทีละวัน” เพื่อ ช่วยให้ตัวเองสามารถให้นมเอย์เรนลูกชายเธอต่อไปได้ เอเรียลทำงานนอกบ้าน และรู้สึกว่าการปั๊มนมให้พอกับที่ลูกต้องการในระหว่างที่เธอไม่อยู่บ้านเป็น เรื่องยากลำบากมาก เธอตั้งเป้าหมายไว้ทีละ ๒ สัปดาห์ และสามารถทำได้สำเร็จนานถึง ๕ เดือน

๙. อย่าคิดว่าการให้ลูกกินนมจากอกแม่เป็น “ต้องให้ตลอด-ต้องหยุดตลอด”
บาง ครั้งคุณแม่อาจจะให้ลูกกินนมผสม เพื่อแก้ปัญหาปริมาณน้ำนมไม่พอในระหว่างที่คุณแม่ไปทำงาน หรือกรณีที่คุณแม่เลือกจะไม่ปั๊มนมเก็บไว้ใช้ตอนไม่ได้อยู่กับลูก
จู ลี เนลสัน คุณแม่จากรัฐนิวยอร์กให้นิโคลัสกินนมผสมตอนเขาอายุ ๙ เดือน เพราะเธอไม่สามารถปั๊มนมได้พอกับความต้องการของเขาในระหว่างที่เธอไปทำงาน แต่เธอก็ยังคงให้ลูกกินนมจากอกแม่ต่อไปในตอนเย็นและช่วงสุดสัปดาห์ และนิโคลัสได้กินนมจากอกแม่ต่อไปจนเขาอายุ ๑ ขวบ

๑๐. มีความสุขกับช่วงเวลาสำคัญ
จำไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะหลงรักการให้ลูกกินนมจากอกแม่ ยูนิที ดีนส์กล่าวว่า “คุณจะต้องใช้หัวใจ, ไม่ใช่สมอง, ในการที่จะทำให้คุณสามารถทำต่อเนื่องต่อไปได้” การที่หัวใจคุณหลงรักการให้ลูกกินนมจากอกแม่เป็นเรื่องสำคัญ ยูนิทีแนะนำว่าคุณแม่ควรจะ
  • พยายามทำให้การให้ลูกกินนมจากอกแม่ไม่มีความเจ็บปวด คุณไม่สามารถจะหลงรักสิ่งที่สร้างความเจ็บปวด
  • หลีก เลี่ยงสิ่งขวางกั้นระหว่างคุณกับลูก ซึ่งรวมไปถึงแผ่นรองหัวนมหรือขวดที่ใส่นมที่ปั๊มออกมา เวลาที่มีอะไรขวางกั้นระหว่างคุณกับลูก มันจะทำให้สถานการณ์ยากขึ้น 
  • โอบกอดลูกของคุณไว้ ลูดกลิ่นหอมจากตัวลูก มองดูน้ำนมที่ร่างกายของคุณผลิตหยดไหลจากมุมปากของลูก การหลงรักต้องการทุกประสาทสัมผัส
ถ้าคุณแม่ซาบซึ้งกับการให้ลูกกินนมจากอกแม่ มันจะเป็นเรื่องง่ายที่จะให้นมลูกตลอด ๑ ปีหรือนานกว่านั้น นั่นคือ “เคล็ดลับ” ที่ แท้จริงของการให้ลูกกินนมจากอกแม่ ถ้าคุณแม่มีความสุขกับการให้ลูกกินนมจากอกแม่หรือมุ่งมั่นกับมันมากๆ คุณแม่จะรู้สึกสบายใจกับการให้นมลูกได้ง่ายกว่า สามารถหาวิธีที่จะให้นมลูกต่อหน้าคนอื่นได้ และพยายามขอความช่วยเหลือเวลาที่จำเป็น

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาทองที่จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คุณแม่กำลังปรับตัวรับประสบการณ์ใหม่ พยายามยอมรับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างที่มันเป็นอยู่ และพยายามมีความสุขกับช่วงเวลาสำคัญนี้

เตือนคุณแม่อุ้มท้องรับมืออาการปวดหลังระหว่างตั้งครรภ์

คนทั่วไปอาจจะมีอาการปวดหลัง หรือเมื่อยบ้างเมื่อใช้กล้ามเนื้อหลังมากเกินไปหรือใช้ไม่เหมาะสม เช่น การยกของหนัก การยืนหรือนั่งเป็นเวลานาน  แต่เมื่อเริ่มตั้งครรภ์นั้นอาการปวดหลังจะเป็นมากขึ้นและหนักขึ้นตามอายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ยิ่งใกล้คลอดเท่าไรอาการปวดหลังก็จะเป็นได้บ่อยขึ้น เราจะเตรียมรับมือป้องกันและลดอาการปวดหลังในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ได้อย่าง วันนี้เรามีเคล็ดลับมาฝากกัน

เนื่องจากเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น น้ำหนักของครรภ์จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย และด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้เองจึงทำให้กล้ามเนื้อหมอนรองกระดูกและเส้นเอ็นต่าง ๆ ต้องทำงานหนักกว่าปกติ ยิ่งหากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้นมีพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อส่วนหลังที่ผิดก็ยิ่งทำให้ต้องปวดหลังมากขึ้นไปอีก และพฤติกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อส่วนหลังทำงานหนักกว่าปกติ คือการยกของหนักในช่วงที่ตั้งครรภ์ เพราะการยกของจะเป็นการเกร็งกล้ามเนื้อช่วงตัวและส่วนหลัง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้ทำงานหนัก ซึ่งปกติทำงานหนักอยู่แล้วเพราะมีน้ำหนักครรภ์ที่มาก การยกของหนักในช่วงตั้งครรภ์จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง และการเดินหรือนั่งหรือยืนนาน ๆ ในสภาพที่หลังงอ ซึ่งหากมีการฝึกบุคลิกภาพให้เป็นคนนั่งหลังตรง เดินไม่หลังงอ ก็จะช่วยลดการปวดหลังไปได้มาก ซึ่งโดยปกติแล้ว คนที่อุ้มท้องอยู่มักจะเดินหลังงอ เนื่องจากอายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้รับน้ำหนักไม่ไหว 

วิธีเบื้องต้นป้องกันอาการปวดหลังในช่วงตั้งครรภ์มี 3 วิธีดังนี้

1.  เมื่อเกิดอาการปวดจะลดอาการปวดหลังได้อย่างไร?
ใช้การนวดหลังโดยทายานวดแล้วนวดเบา ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แต่การนวดควรระมัดระวังอย่านวดแรงเกินไปเพราะจะยิ่งทำให้เจ็บมากกว่าเดิม ควรใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบด้วย ส่วนการใช้ยาเพื่อลดอาการปวด สามารถทำได้แต่ไม่แนะนำให้ซื้อยามากินเอง ควรปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์และให้คุณหมอจ่ายยาให้จะดีกว่า เพราะยาบางประเภทอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ได้

2.  มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดหลังได้อย่างไร?
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ไม่ยกของหนัก เดินตัวตรงหลังตรง ไม่ยืนหรือนั่งนานเกินไป (ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ้างอยางน้อยทุก ๆ 1 ชั่วโมง) ซึ่งการปรับเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน หรือจากนอนเป็นนั่ง ต้องใช้ความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อส่วนหลังทำงานมาก

3. หากปวดหลังมากจนนอนไม่หลับ จะแก้ไขได้อย่างไร?
ให้ใช้ท่านอนตะแคงแทนการนอนหงาย ใช้กอดหมอนข้างที่แข็ง ๆ และหนา ๆ หน่อย ให้ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนหมอนข้าง จะทำให้น้ำหนักตัวและน้ำหนักครรภ์ไม่กดทับที่แขนอีกข้าง รวมถึงการนอนกอดหมอนข้างโดยงอเข่าและวางขาลงบนหมอนข้าง จะทำให้น้ำหนักตัวเกือบครึ่งหนึ่งถูกถ่ายไปยังหมอนข้าง ทำให้ลดภาระการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนหลังไปได้มาก

หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับปวดหลังระหว่างตั้งครรภ์ สามารถเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาอย่างถูกต้องและถูกวิธีตามแนวทางของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การลดปัญหาความเครียดเรื้อรัง ที่มีต่อการเมืองส่งผลต่อสุขภาพจิต

ความเครียด สามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลา ซึ่งในช่วงที่พายุทางการเมืองโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงเช่นนี้หลาย ๆ คนที่สนใจปัญหาการเมือง ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา หรือกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นเอนเดียงไปทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจส่งผลให้เกิดความเครียด วงการจิตเวชเรียกว่า “กลุ่มอาการเครียดจากการเมือง” กลุ่มอาการเครียดจากการเมือง เป็นปฏิกิริยาของอารมณ์และจิตใจ เกิดขึ้นกับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการการเมือง หรือหมกหมุ่นเรื่องการเมืองจนทำให้ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ร่างกาย และสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น จากการสำรวจพบว่าอุบัติการณ์ ของประชากรไทยกำลังประสบภาวะเครียดจากการเมือง

ปัญหาความเครียดทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของผู้คนส่วนใหญ่ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพจิต ทำให้ผู้คนเกิดทะเลาะเบาะแว้งกันมากขึ้นในสังคม จนทำให้คนหลายกลุ่มเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ผมมีวิธีลดความเครียดจากการเมืองมาฝากกัน โดยจะมี 5 วิธีหลัก ๆ ได้แก่

1. งดคุยเรื่องการเมืองตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป โดยเฉพาะกับคนที่คุณรัก เพื่อนสนิท และครอบครัวเด็ดขาด
2. ดูหนัง ดูละคร ฟังเพลง ฟังนิทาน ฟังธรรมะ อะไรที่เราฟังแล้วสบายหู
3. ออกกำลังกายให้ร่างกายได้ออกแรงดีกว่าให้สมองเก็บและคิดแต่เรื่องการเมืองมากเกินไป ออกไปวิ่งตามสวน ดูนก ดูต้นไม้
4. ออกไปเที่ยวกับครอบครัวเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดภายในครอบครัว
5. หาหนังสือการ์ตูน นิตยสารแฟชั่น นิตยสารตกแต่งบ้าน นิตยสารดาราบันเทิง หรือนิตยสารอื่น ๆ ที่อ่านแล้วไม่เครียด เบาสมอง

หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับความเครียดเรื้อรังที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต สามารถเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาอย่างถูกต้องและถูกวิธีตามแนวทางขั้นตอนการรักษาต่อไปครับ

เมื่อแม่ไปทำงาน ลูกกินนมแม่ได้


ทำไมจึงต้องให้ลูกกินนมแม่?
· เพราะน้ำนมของแม่เป็นอาหารเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ร่างกายของสมองของลูกเติบโตได้ดีที่สุด
· น้ำนมแม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อแก่ลูก

ทำอย่างไรที่จะให้ลูกกินนมแม่ขณะที่แม่ออกไปทำงาน ?
· บีบน้ำนมเก็บไว้ทุก 3-4 ชั่วโมง เพื่อเอาไว้ป้อนลูก และยังช่วยกระตุ้นน้ำนมของเราไปด้วย
· การป้อนนมลูกให้ใช้ถ้วยป้อนแทนการดูดจากขวด
· เมื่อแม่อยู่กับลูก ให้ลูกดูดนมจากเต้าเสมอ

ทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้น้ำนมลดลง ?
                ควรให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ ดูดอย่างถูกวิธี หรือบีบน้ำนมออกทุก 3-4 ชั่วโมง อย่าปล่อยให้น้ำนมค้างไว้ในเต้าเกิน 3 ชั่วโมง

วิธีบีบและเก็บน้ำนม 


ก่อนบีบน้ำนม
· ควรทำการบีบน้ำนมในที่ ๆ สงบ เป็นส่วนตัว
· ทำใจให้สบาย อย่าเป็นกังวล
· ล้างมือให้สะอาด
· นั่งในท่าสบาย ๆ
· ใช้ฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง นวดคลึงเต้านมเบา ๆ สลับกัน จากนั้นใช้นิ้วดึงนวดหัวนม แล้วจึงเริ่มบีบน้ำนม

วิธีการบีบน้ำนม
·ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้วางที่ขอบนอกของลานหัวนม หรือห่างจากหัวนมประมาณ 3 ซม.
· กดนิ้วทั้ง 2 เข้าหาหน้าอกก่อน แล้วจึงบีบเข้าหากัน
· น้ำนมจากท่อน้ำนมจะพุ่งออกมา
· คลายนิ้ว แล้วเริ่มทำซ้ำใหม่ โดย กด-บีบ-ปล่อย ให้เป็นจังหวะ
· น้ำนมที่ได้ให้เก็บไว้ในขวดแก้ว หรือขวดพลาสติกที่สะอาดไร้เชื้อ

การเก็บน้ำนม
· บีบน้ำนมทิ้งก่อน 3 ครั้ง แล้วจึงใช้ขวดรองเก็บ
· เก็บน้ำนมลงในขวดเท่าที่ลูกต้องการกินในแต่ละมื้อ
· เมื่อบีบน้ำนมเสร็จ ปิดฝาขวดให้มิดชิดทันที
· เก็บในในตู้เย็นส่วนที่เย็นที่สุด คือชั้นที่อยู่ใต้ช่องแช่แข็งด้านในสุด จะเก็บไว้ได้นาน 2 วัน
· ถ้าเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง จะเก็บได้นาน 3 เดือน
· อย่าเก็บไว้ที่ประตูตู้เย็น เพราะเวลาเปิด ปิดตู้เย็นความเย็นจะไม่คงที่
· ถ้าตั้งไว้เฉย ๆ ไม่เข้าตู้เย็น จะอยู่ได้ 4-6 ชั่วโมง


เมื่อแม่ไปทำงาน จะให้นมลูกได้อย่างไร?
1. กลางคืนให้ลูกดูดนมแม่ตลอด
2. เช้า ให้ลูกดูดนมแม่ 2 มื้อ คือ เมื่อแม่ตื่นนอน และก่อนแม่ไปทำงาน
3. กลางงัน ให้นมแม่ที่บีบไว้ด้วยถ้วย
4. ตอนแม่อยู่ที่ทำงาน ให้บีบน้ำนมเก็บไว้ให้เกลี้ยงทั้ง 2 เต้า เก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้ เมื่อจะกลับบ้านก็เอาใส่กระติกน้ำแข็งหรือกล่องโฟม น้ำกลับบ้านไปเก็บใส่ตู้เย็นไว้เพื่อป้อนลูกตอนกลางวันของวันต่อไป

การป้อนนมลูกด้วยถ้วย

                เมื่อแม่เลี้ยงดูด้วยนมตนเอง และมีบางเวลาที่ให้ลูกดูดนมไม่ได้ การป้อนนมจากถ้วยเป็นวิธีที่ดีที่สุดแทนการให้นมลูกจากขวด แต่ก็ควรใช้วิธีป้อนนมจากถ้วยแทนการดูดนมจากเต้า เมื่อจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น น้ำนมของแม่ที่บีบเก็บไว้เป็นน้ำนมที่ใช้ป้อนลูกที่ดีที่สุดถ้าไม่มีจึงใช้นมผสมแทน

ทำไมป้อนนมด้วยถ้วย จึงดีกว่าการให้นมขวด
1.ลูกอาจติดขวดนม และไม่ยอมดูดนมแม่อีก
2.แก้วล้างให้สะอาดได้ง่ายด้วยสบู่ แต่ขวดนมล้างยากต้องต้ม ทำให้เด็กติดเชื้อได้ง่าย
3.การป้อนนมด้วยถ้วย ฝึกไม่ยาก ปลอดภัย และยังใกล้ชิดกับลูกมากกว่าให้นมด้วยขวดนม

วิธีป้อนนมจากถ้วย
· ขณะที่ป้อนนมด้วยถ้วยนั้น ถ้าลูกไม่อยู่นิ่ง ควรห่อลูกไว้เพื่อป้องกันลูกเอามือมากระแทกถ้วย วางผ้ากันเปื้อนไว้ที่ใต้คางลูก
· จับลูกนั่งบนตักในท่าเอน โดยคนป้อนอยู่ในท่าที่สบาย ใช้ฝ่ามือรับที่ต้นคอลูก
· ถ้วยที่ใช้ป้อนนมควรเป็นถ้วยแก้วจะได้เห็นน้ำนมเวลาเอียงถ้วย
· ใช้ถ้วยเล็ก ๆ ขนาดถ้วยยา ใส่นมประมาณครึ่งถ้วยก็พอ
· ใช้มือจับถ้วยแบบที่ใช้นิ้วช่วยกระดกถ้วยได้ โดยอาจใช้นิ้วก้อยหรือสันมือแตะที่หน้าอกลูก แล้ววางปากถ้วยลงแนบที่ปากลูก เอียงแก้วจนน้ำนมไหลมาแตะที่ริมฝีปากลูก ให้อยู่ในลักษณะนี้ตลอดเวลา ห้ามริ้นน้ำนมเข้าปาก ลูกจะใช้ลิ้นออกมาไล้น้ำนมเข้าปากเอง ลูกจะพักและควบคุมจังหวะการดื่มนมเองได้ ตลอดเวลาเอียงแก้วอยู่ที่ริมฝีปากโดยไม่เทนมเข้าปากลูก




นมแม่ อาหารสมองของลูกรัก

นมแม่กับ IQ ของลูกน้อย

จากการศึกษาพบว่า เด็กที่กินนมแม่อย่างถูกต้องและนานพอ จะมีระดับ IQ ดีกว่าเด็กที่กินนมผสม แตกต่างกับตั้งแต่ 3-10 จุด เช่นในประเทศเดนมาร์ค พบว่าถ้าเคยกินมานาน 9 เดือน จะมี IQ เฉลี่ยอยู่ที่ 104 จุด ดีกว่ากลุ่มที่เคยกินมาน้อยกว่า 1 เดือน ซึ่งอยู่ที่ 99.4 จุด ดีกว่าประมาณ 4.6 จุด ในนมแม่นอกจากจะมีสารต่าง ๆ มากกว่า 200 ชนิด ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย เซลล์สมองและเส้นใยประสาทต่าง ๆ แล้วยังมีสารกระตุ้นการเจริญเติบโต ฮอร์โมนและสารคัดหลั่งอื่น ๆ จากแม่ที่จะช่วยให้ร่างกายและสมองมีการเจริญเติบโตเต็มที่ ซึ่งไม่สามารถหาได้จากนมชนิดใด นอกจากนมแม่เท่านั้น

นมแม่ป้องกันภูมิแพ้

ปัจจุบันนี้ เราพบว่าเด็กในเมืองใหญ่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น หอบหืด จมูกอักเสบจากภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้ามีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวด้วยแล้ว โอกาสเกิดโรคภูมิก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เช่น ถ้าแม่หรือพ่อเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็น 30% ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ โอกาสเกิดโรคนั้นจะเพิ่มขึ้นถึง 60 – 70%
แม้กรรมพันธุ์จะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ แต่การที่ทารกได้รับนมแม่อย่างเดียวในระยะ 6 เดือนแรกนั้นสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ทั้งที่ ผิวหนัง แพ้อาหาร และโรคหอบหืด ได้อย่างชัดเจนในช่วงอายุ 2 ปีแรก และยังส่งผลช่วยลดความรุนแรของโรคได้ ถ้าเป็นโรคเหล่านี้ในตอนโต โดยทั่วไปทารกที่กินนมผสมมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าทารกที่กินนมแม่ 2-7 เท่า

ทารกอายุ 6 เดือนแรกมีข้อจำกัดในการย่อยสลายโปรตีนแปลกปลอม

· เยื่อบุทางเดินอาหารยังไม่แข็งแรงและยังมีช่องว่างระหว่างเซลล์กว้างกว่าปกติ
· น้ำย่อยอาหารยังไม่เพียงพอ
· สารภูมิคุ้มกัน ที่จะคอยดักจับของแปลกปลอมยังมีไม่พอ

ดังนั้นถ้าได้รับโปรตีนแปลกปลอม เช่น นมผสม หรืออาหารอื่น ๆ โปรตีนเหล่านั้นจึงมีโอกาสยังอยู่ในสภาพโมเลกุลขนาดใหญ่ เพราะย่อยได้ไม่เต็มที่ หลุดลอดไปกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้ เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันคอยดักจับและเยื่อบุทางเดินอาหารที่อยู่กันอย่างหลวม ๆ โปรตีนในน้ำนมแม่นั้น เป็นโปรตีนของคน จึงไม่กระตุ้นให้เกิดการแพ้

ในปัจจุบันนมผสมดัดแปลงพิเศษบางยี่ห้อใช้การโฆษณาที่สื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ ทำให้พ่อแม่พากันลงทุนซื้อนมประเภทนี้ให้ลูก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วน้ำนมแม่นั้นเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันโรคภูมิแพ้


บทความสุขภาพที่เีกี่ยวข้อง